HoonSmart.com >> ” แอตลาส” ไม่หวั่นกระแส EV เดินหน้าขยาย Gas Shop ภาคครัวเรือน ครบทุกอำเภอใน 2-3 ปี หรือ ปี 2571 ชู Ecosystem-ฐานข้อมูลสมาชิกสร้างความได้เปรียบ แย้มผลงาน Q2 แกร่ง! รับอานิสงส์วิกฤตพลังงาน หนุนยอดติดตั้ง Auto LPG พุ่ง 100% เดินหน้าโมเดล Hub and Spoke ขยายข่ายแก๊สครัวเรือนปั๊มมาร์เก็ตแชร์แตะ 15%

นายสุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี (ATLAS) เปิดเผยว่า แนวโน้มการเติบโตของตลาด LPG ยังแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานและกระแสการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมองว่า LPG รถยนต์ ยังเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้บริโภคกลุ่มรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อยที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
ทั้งนี้ แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ยังมีต้นทุนแฝงทั้งด้านราคารถยนต์ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบชาร์จ และข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ LPG รถยนต์ ยังคงมีความได้เปรียบด้านความคุ้มค่าและสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในวงกว้าง
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทเตรียมขยายเครือข่ายร้านจำหน่ายก๊าซครัวเรือน (Gas Shop) ให้ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าและเสริมศักยภาพการกระจายสินค้า โดยนำรูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายแบบ Hub and Spoke มาใช้เป็นกลไกหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่ง และบริหารจัดการสต็อกสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลสมาชิก เพื่อเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและนำข้อมูลมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ รวมถึงแคมเปญการตลาดที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ
ผู้บริหารระบุว่า การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ความสามารถในการเข้าถึงและเข้าใจลูกค้า ดังคำนิยาม “รู้จัก รู้ใจ ใกล้ชิด”

แนวโน้ม Q2/69 เติบโต Auto LPG โตอย่างก้าวกระโดด
นายสุวัชชัย กล่าวถึง แนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 2 ว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยบวกที่เข้ามาสนับสนุนธุรกิจของ ATLAS โดยเฉพาะในภาคยานยนต์ (Auto LPG) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด หนุนยอดติดตั้ง Auto LPG พุ่ง 100%
เนื่องจากผู้บริโภคระดับปานกลางถึงล่าง ที่ยังใช้รถยนต์ระบบสันดาปอยู่ หันมาเลือก LPG เป็นพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งมีต้นทุนในการปรับเปลี่ยน (Switching Cost) ที่ต่ำกว่าการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในการดาวน์รถ และมีภาระหนี้สินเพิ่ม โดยการติดตั้งระบบ LPG สองระบบใช้เงินลงทุนเพียงประมาณ 20,000 – 25,000 บาทเท่านั้น
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการ Taxi Transform และ Auto Transform ร่วมกับอู่ในสังกัดกว่า 40 – 50 แห่งทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ มานานกว่า 2 ปี เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยมีแคมเปญจูงใจ เช่น กลุ่มรถแท็กซี่ติดตั้งฟรีพร้อมผูกสัญญาซื้อแก๊ส 3 ปี หรือกลุ่มรถบ้านที่มีแคมเปญจ่ายเริ่มต้นเพียง 1,999 บาท, 5,999 บาท และ 9,990 บาท
“หลังเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปริมาณยอดติดตั้งรถยนต์ในโครงการของเราพุ่งขึ้นจากเดิมเฉลี่ยเดือนละ 400 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 100% มาอยู่ที่ระดับ 800 คัน และปัจจุบันทะยานแตะระดับ 1,000 กว่าคันต่อเดือนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้จากการจำหน่ายแก๊ส LPG ภาครถยนต์เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ” นายสุวัชชัย กล่าว
สำหรับผลกระทบทางลบในฝั่งธุรกิจรับจ้างขายน้ามันนั้น ยอมรับว่าในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเกิดภาวะ Demand Shock การบริโภคน้ำมันและ LPG ในภาพรวมของประเทศติดลบ เนื่องจากประชาชนลดการเดินทางและใช้สินค้าสต็อกเก่าที่กักตุนไว้ตั้งแต่ช่วงที่รัฐบาลตรึงราคา แต่สถานการณ์เริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในเดือนพฤษภาคม จากมาตรการกระตุ้นและการช่วยเหลือของภาครัฐ รวมถึงราคาน้ำมันที่เริ่มมีสัญญาณปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด

คงเป้าปีนี้โต 10-12% เดินหน้ายุทธศาสตร์ Hub and Spoke ลุยแก๊สครัวเรือน
นายสุวัชชัย กล่าวต่อถึงทิศทางในช่วงครึ่งปีหลังว่า บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายการเติบโตของยอดขายรวมในปีนี้ไว้ที่ 10 – 12% หรือคิดเป็นปริมาณขายประมาณ 460,000 ตัน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มาร์เก็ตแชร์ของ ATLAS ขยับจาก 11.2% ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 14 – 15% โดยยังรักษาสถานะผู้มาร์เก็ตแชร์อันดับ 4 ของตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ” LPG ภาคครัวเรือน” ซึ่งมีขนาดตลาด (Market Size) ที่ใหญ่มากราว 2.1 – 2.2 ล้านตันต่อปี โดยบริษัทฯ จะเร่งขับเคลื่อนผ่านโมเดล Hub and Spoke เพื่อบริหารจัดการ Supply Chain ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการตั้งโรงบรรจุแก๊สในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดศูนย์กลาง และเปิดคลังกระจายสินค้า (DC) ล้อมรอบ เพื่อส่งต่อแก๊สไปยังร้านจำหน่ายแก๊ส (Gas Shop) ที่ตั้งอยู่ในสถานีบริการน้ำมัน PT ซึ่งโมเดลการทำค้าปลีก (Retail) เองนี้ มีอัตรากำไรขั้นต้น (GP) ที่ดีในระดับ 14 – 15% อีกทั้งยังช่วยลีนต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ในฝั่งการขนส่ง บริษัทฯ ยังได้ส่งเสริมให้ซัพพลายเออร์ผู้รับส่งแก๊สเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนอย่าง B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าดีเซลทั่วไป 4 – 5 บาท เพื่อช่วยประคองและบริหารจัดการต้นทุนค่าขนส่งในสภาวะน้ำมันแพง

กางแผนปูพรม Gas Shop ในปั๊ม PT หวัง Cover ทั่วประเทศใน 2-3 ปี
สำหรับแผนการขยายสาขาในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายการขยายสถานีบริการ (ปั๊มแก๊ส) เพิ่มอีก 8 – 10 แห่ง ควบคู่ไปกับการเร่งขยายร้านจำหน่ายแก๊สหุงต้ม (Gas Shop) เพิ่มเติมอีก 130 – 150 สาขา จาก ณ สิ้นไตรมาส 1 ที่มีสาขารวมอยู่แล้ว 500 สาขา (เปิดเพิ่มใน Q1 ไป 47 สาขา) คาดว่าสิ้นปีนี้จะเห็นจำนวน Gas Shop รวมอยู่ที่ประมาณ 600 กว่าสาขา
ปัจจุบัน ข่ายการกระจายสินค้าของบริษัทฯ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 35 – 40% (จากทั้งหมด 926 อำเภอ) ตั้งเป้าหมายภายใน 2 – 3 ปีข้างหน้า จะต้องขยายให้ครอบคลุม 100% ทั่วประเทศ และในหนึ่งอำเภอจะต้องมีมากกว่า 1 สาขา เนื่องจากรัศมีการขนส่งของ Gas Shop 1 ร้านจะอยู่ที่ประมาณ 5 กิโลเมตร
กลยุทธ์การขยายสาขานั้น บริษัทฯ จะเน้นพื้นที่ภายในสถานีบริการน้ำมัน เป็นหลักสูงถึง 90% เนื่องจากมีความสะดวกรวดเร็วในการขอใบอนุญาตและทำประชาพิจารณ์จากกรมธุรกิจพลังงาน แตกต่างจากการเปิดสาขาแบบ Standalone ในตึกแถว ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายและต้องได้รับความยินยอมจากตึกข้างเคียง
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังใช้ข้อได้เปรียบจากกลุ่ม PTG ในการเข้าถึงฐานสมาชิกบัตร Max Card ที่มีกว่า 20 ล้านสมาชิก โดยมอบสิทธิประโยชน์ร่วมกัน (Ecosystem) เช่น ส่วนลดแก๊ส LPG รถยนต์ 50 สตางค์ต่อลิตร ส่วนลดกาแฟพันธุ์ไทย และส่วนลดน้ำมัน ซึ่งช่วยดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาใช้บริการของแบรนด์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงกลยุทธ์การรุกคืบเข้าไปทำสัญญาระยะยาวเพื่อปิดตลาดสดขนาดใหญ่ (เช่น ตลาดกัลปพฤกษ์ และตลาดยิ่งเจริญ) ให้ใช้ถังแก๊สของ ATLAS ยกล็อต ทั้งหมดนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ผลประกอบการปีนี้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้



