BCPG แจงซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันลบ. โปร่งใส เพิ่มรายได้มั่นคง นักลงทุนชอบ

HoonSmart.com>>”ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” บิ๊ก”บางจาก คอร์ปอเรชั่น” (BCP) นำทีมเคลียร์ดีลซื้อคลังจัดเก็บน้ำมันเพชรบุรีและท่าเทียบเรือ มูลค่า 9,000 ล้านบาท โปร่งใส ตรวจสอบได้ จ้างที่ปรึกษาฯศึกษาสร้างคลังเองลงทุนสูงถึง 8,000 – 12,000 ล้านบาท ยันโครงสร้างพื้นฐานมาถูกจังหวะเอื้อธุรกิจ รับกลยุทธ์ปรับพอร์ตเพิ่มรายได้มั่นคง” บีซีพีจี (BCPG) รับมือ Adder ทยอยหมดอายุ รับ 900 ล้านบาท/ปี ผลตอบแทนลงทุน 8-9% หาโอกาสต่อยอดธุรกิจจากพื้นที่ทั้งหมด 150 ไร่  

นาย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ชี้แจงเรื่อง บริษัท บีซีพีจี (BCPG) เข้าลงทุนซื้อกิจการคลังจัดเก็บน้ำมันเพชรบุรีและท่าเทียบเรือ มูลค่าประมาณ 9,000 ล้านบาท เมื่อปี 2565 ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติว่า กลุ่มบางจากฯได้ว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมมาประเมินมูลค่ากิจการ บนสมมุติฐานของสัญญาเช่า และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด ก่อนตัดสินใจซื้อ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการหลายชุดก่อนเสนอให้คณะกรรมการบริษัทฯ(บอร์ด) อนุมัติ

“เราดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวให้กับ BCPG ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน ขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุน รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก ที่มีน้ำมัน SAF คุณภาพสูงส่งออกไปขายยุโรปแล้ว  นอกจากนี้นักลงทุนที่ไม่ชอบความผันผวนของกำไร ก็ให้มาซื้อหุ้น BCPG ไม่เหมือน BCP ซึ่งบางปีมีขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจำนวนมาก”นายชัยวัฒน์กล่าว

ส่วนเหตุผลในการลงทุนครั้งนี้ เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่น บริษัทจึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ในช่วงปี 2537-2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

กลุ่มบางจากต้องมีคลังน้ำมันใหญ่ขึ้น จากปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยในช่วงปี 2560-2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม
ตั้งแต่ปี 2553 -2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า จากการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2553-2565 ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น โดยมูลค่าการลงทุนคลังเก่าเพชรบุรีในปี 2553 อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากอ้างอิงสมมติฐานของที่ปรึกษาทางเทคนิคอิสระ เงินลงทุนส่วนเพิ่มจากการปรับปรุงเพิ่มเติมความสามารถในการบริการช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประมาณ 5,000 ล้านบาท

นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCPG กล่าวว่า BCPG พิจารณาการลงทุน โดยประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) อ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัดระวัง โดยใช้ Discount Rate ที่ 7-8% รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณ 30 – 50% และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมิน

BCPG รับรู้รายได้จากโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีแล้วตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค. 2566 ประมาณปีละ 900 ล้านบาท และสร้างกระแสเงินสดกลับมาสู่บริษัท  700-800 ล้านบาท/ปี  คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (IRR) ประมาณ 8-9% ต่อปี  การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การปรับพอร์ตเพื่อทดแทนรายได้จากส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ของโรงไฟฟ้าโซลาร์เดิมที่กำลังจะหมดไป โดยตั้งเป้าที่จะขยายสัดส่วนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้สมดุลกับธุรกิจโรงไฟฟ้าในสัดส่วน 50:50 ในอนาคต จากปัจจุบันที่ธุรกิจ Infrastructure มีสัดส่วน EBITDA  อยู่ที่ 15%

นายรวีกล่าวว่า คลังน้ำมันเพชรบุรี ยังมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนมากขึ้นในอนาคต จากการขยายฐานลูกค้าและการเป็นศูนย์กลางการค้าซื้อขาย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มีท่อส่งน้ำมันทำให้สามารถขนถ่ายผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วขึ้น และในบริเวณคลังน้ำมันเพชรบุรียังมี พื้นที่เหลือเพียงพอ แต่จะต้องพิจารณาเรื่องกฎหมายประกอบด้วย โดยพื้นที่คลังน้ำมันทั้งหมดประมาณ 150 ไร่ ในเขตพื้นที่สีม่วง (ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า)

สำหรับธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นตอนสุดท้าย

ส่วนวิธีการซื้อขายธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG

ทั้งนี้ตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนทรัพย์สินที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่ มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนข้อมูลของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน