HoonSmart.com >>ตลท. กางงบ 813 บจ. ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิรวม 3.69 แสนลบ. โต 25.3% แม้ศก.ซบ แต่ Core Profit พุ่ง 56.5% กลุ่มพลังงาน-ท่องเที่ยว-พาณิชย์ D/E ไม่รวมกลุ่มไฟแนนซ์ลดเหลือ 1.28 เท่า ด้านตลาด mai กำไรสุทธิรวม 2,526 ล้านบาท พุ่ง 25.3%
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 813 บริษัท คิดเป็น 93.7% จากทั้งหมด 868 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 มีนาคม 2569 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 624 บริษัท คิดเป็น 76.8% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เทียบกับไตรมาส 1/2568 บจ. ใน SET มียอดขาย 4,239,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% แต่มีกำไรขั้นต้น (Gross profit) 1,042,628 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.7% กำไรจากการดำเนินงาน (Core profit) 506,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.5% และ บจ. มีกำไรสุทธิ 369,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.34 เท่า ณ ไตรมาส 1/2568
ในไตรมาส 1/2569 สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น จึงทำให้ บจ. ในหมวดพลังงาน หมวดปิโตรเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการปรับดีขึ้นจากอัตรากำไรที่สูงขึ้นและกำไรสินค้าคงคลัง ซึ่งได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาก
ขณะที่ บจ. ในธุรกิจทั่วไปอาจมีความกดดันด้านการขายและมีความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต และ บจ. ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว สะท้อนจากสินเชื่อขยายตัวเพียงเล็กน้อย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดต่ำลงจากปีก่อน
“สำหรับ บจ. ที่มีการเติบโตในไตรมาสแรกของปีนี้ นอกเหนือจากที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันข้างต้นแล้ว คือ หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ ได้แก่ พาณิชย์ โรงแรม เทคโนโลยี และสินเชื่อรายย่อย” นายอัสสเดช กล่าว
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai จำนวน 216 บริษัท คิดเป็น 97% จากทั้งหมด 222 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC บริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด และบริษัทที่ไม่นำส่งงบการเงิน) นำส่งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2569 พบว่า บจ. มียอดขายรวม 51,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% ต้นทุนขายอยู่ที่ 38,159 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 26.0% มาอยู่ที่ 26.1% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) 9,581 ล้านบาทปรับเพิ่มขึ้น 2.5% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) อยู่ที่ 3,920 ล้านบาท เติบโต 7.8% และมีกำไรสุทธิรวม 2,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ซึ่งสะท้อนความสามารถในการปรับตัวที่ดี โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) เพิ่มขึ้นจาก 7.3% เป็น 7.6% และอัตรากำไรสุทธิ (NPM) เพิ่มขึ้นจาก 4.0% เป็น 4.8%
“ผลการดำเนินงานของ บจ. ใน mai ไตรมาส 1/2569 สามารถรักษาอัตราการทำกำไรได้ดี ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ตลอดจนกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หดตัว ในขณะที่บริษัทบางกลุ่มในตลาด mai ยังคงมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรเอาไว้ได้ และบางบริษัทมีการปรับโครงสร้างธุรกิจจึงทำให้มียอดขายเติบโตขึ้น โดยมี 2 กลุ่มธุรกิจที่มียอดขาย และกำไรสุทธิเติบโต ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มบริการ ในขณะที่กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม มีผลประกอบการทรงตัว แต่บางกลุ่มยังได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์” นายประพันธ์กล่าว
ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 313,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% จากสิ้นปี 2568 โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.74 เท่า เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ที่เท่ากับ 0.70 เท่า
ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 229 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 214.37 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (Market Capitalization) อยู่ที่ 208,266.94 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 374.93 ล้านบาทต่อวัน

