ปี’69 เบี้ยประกันทะลุ 1 ล้านล้านเกินเป้า! ปี’68 ชีวิตรวยระยับกำไร 7.48 หมื่นล้านบ.

HoonSmart.com>>เบี้ยระกันัยทั้งระบบี 2568 ขาดแค่ 3.1 หมื่นล้านบาท ปี’69 ทะลุ 1 ล้านล้านบาทแน่เกินเป้าแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ธุรกิจชีวิตรวยระยับกำไร 7.48 หมื่นล้านบาท พุ่ง 65.57% จากปีก่อน

หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ใช้เวลาร่วม 5 เดือนในการเก็บรวบรวมตัวเลขเบี้ยประกันภัย ปี 2568 สรุปได้ว่า เบี้ยประกันภัยรับตรงรวมทั้งระบบจำนวน 969,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.17% แบ่งเป็น เบี้ยประกันภัยรับตรงธุรกิจประกันชีวิต 676,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.62% และเบี้ยประกันภัยรับตรง ธุรกิจประกันวินาศภัย 292,785 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.17% สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของระบบประกันภัยในการเป็นกลไกสำคัญบริหารความเสี่ยงของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของประเทศ

ทั้งนี้ ดูจากยอดเบี้ยรวมที่ขาดเพียง 31,000 ล้านบาทนั้น มั่นใจได้ว่า ปี 2569 นี้เบี้ยประกันภัยทั้งระบบจะทะลุ 1 ล้านล้านบาท เกินเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (พ.ศ. 2567–2569)ที่เคยวางไว้ที่ 1 ล้านล้านบาท

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่มีมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับตรงสูงสุด 5 อันดับแรก นำโดยประกันชีวิตสามัญ (Ordinary) มูลค่า 402,807 ล้านบาท ตามด้วยสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ (Rider Health) 135,083 ล้านบาท ประกันชีวิตแบบกลุ่ม 41,861 ล้านบาท ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) 41,374 ล้านบาท และประกันบำนาญ (Annuity) 21,494 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มของประชาชนที่หันมาเน้นการวางแผนสุขภาพ การออมระยะยาว และการลงทุนควบคู่ความคุ้มครองมากขึ้น

​ขณะเดียวกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างโดดเด่น ได้แก่ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) ที่ขยายตัว 15.48% สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ (Rider Health) เติบโต 12.36% และประกันบำนาญ (Annuity) เพิ่มขึ้น 10.18% นอกจากนี้ เบี้ยประกันภัยปีต่ออายุ (Renewal Year Premium) ยังคงครองสัดส่วนสูงถึง 72% ของเบี้ยประกันภัยรวม ชี้ให้เห็นว่าประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง

​ด้านผลการดำเนินงานของธุรกิจประกันชีวิตในปี 2568 มีกำไรสุทธิรวม 74,894 ล้านบาท พุ่งขึ้น 65.57% จากปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนหลักจากผลการรับประกันภัยและรายได้จากการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ สินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันชีวิต ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ระดับ 4.49 ล้านล้านบาท โดยยังคงเน้นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 61% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงินของระบบประกันชีวิตไทย

​สำหรับภาพรวมสินทรัพย์ลงทุนล่าสุดมีมูลค่ารวม 350,252 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 0.68% โดยกลุ่มธุรกิจยังคงให้น้ำหนักกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล เงินฝาก และหุ้นกู้ เป็นหลัก

ด้านผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัยที่มีเบี้ยประกันภัยรับตรงสูงสุด 5 อันดับแรก นำโดยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ มูลค่า 142,952 ล้านบาท ตามด้วยประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล 31,771 ล้านบาท ประกันภัยเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับทรัพย์สิน (IAR & Property) 30,315 ล้านบาท ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) 20,648 ล้านบาท และประกันสุขภาพ 19,419 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวชี้ชัดว่าประกันภัยรถยนต์ โดยเฉพาะภาคสมัครใจ ยังคงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยสูงที่สุดในตลาด ขณะที่ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การเตรียมพร้อมรับมือค่ารักษาพยาบาล และการบริหารความเสี่ยงในชีวิตประจำวันมากขึ้น

​นอกจากนี้ ธุรกิจประกันวินาศภัยยังได้แรงหนุนจากความต้องการความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้น นำโดยประกันสุขภาพ (Health) ที่เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 19.75% ประกันภัยการเดินทาง (Travel) ขยายตัว 15.49% และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (Accident AH) เพิ่มขึ้น 6.76% ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ที่ส่งผลให้ความต้องการความคุ้มครองมีความหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน จำนวนกรมธรรม์ใหม่ในระบบปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 80.55 ล้านกรมธรรม์ หรือขยายตัว 6.08%

​สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ธุรกิจประกันวินาศภัยมีกำไรสุทธิรวม 11,677 ล้านบาท แม้จะลดลงจากปีก่อนหน้า 25.20% แต่ภาพรวมด้านฐานะทางการเงินยังคงมีความมั่นคงสูง โดยมีสินทรัพย์ลงทุนรวมอยู่ที่ 350,252 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 0.68% ซึ่งกลุ่มธุรกิจยังคงเน้นจัดสรรน้ำหนักการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล เงินฝาก และหุ้นกู้ เป็นหลัก