HoonSmart.com>>บลจ.แอสเซท พลัส เปิดกลยุทธ์ “AI Bottleneck” เจาะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หนุนการเติบโต AI โลกดิจิทัล มองเชิงบวก “หุ้นเซมิคอนดักเตอร์“ สหรัฐฯรับกระแส AI Infrastructure Boom
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส จำกัด เปิดเผยบทวิเคราะห์ล่าสุดเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Semiconductor ของสหรัฐฯ โดยยังคงมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมดังกล่าว จากบทบาทสำคัญในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเทคโนโลยี AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก
ทั้งนี้ บลจ.แอสเซท พลัส ได้นำกลยุทธ์ “AI Bottleneck” มาใช้ในการบริหารกองทุน โดยมุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทที่เป็น “จุดคอขวด” สำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI หรือบริษัทที่มีเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแส AI Infrastructure Boom
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ่ม Semiconductor ของสหรัฐฯ ยังคงสร้างผลตอบแทนโดดเด่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจสูงจากนักลงทุนทั่วโลก สะท้อนผ่านดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX Index) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 57.41% จากแรงหนุนของความต้องการชิปประมวลผล AI, Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ขยายตัวต่อเนื่อง
อุตสาหกรรม Semiconductor ยังคงได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI Infrastructure ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ทั้งจากผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ (Hyperscalers) และองค์กรต่าง ๆ ที่เร่งลงทุนเพื่อรองรับความต้องการด้านการประมวลผลที่เพิ่มสูงขึ้น
การเติบโตของเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลบวกเฉพาะต่อชิปประมวลผลขั้นสูงเท่านั้น แต่ยังขยายไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน Semiconductor ตั้งแต่หน่วยความจำ (Memory) ระบบเครือข่ายความเร็วสูง (Networking) โรงงานผลิตชิป (Foundry) ไปจนถึงอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Wafer Fab Equipment)
นายกมลยศ สุขุมสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า “เราเชื่อว่า AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างรอบใหม่ (Structural Change) ของอุตสาหกรรม Semiconductor ทั่วโลก ไม่ใช่เพียงกระแสการลงทุนระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่มีแนวโน้มส่งผลต่อเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในระยะยาว ขณะเดียวกัน การเร่งลงทุนด้าน AI Infrastructure ของกลุ่ม Hyperscalers ยังผลักดันให้ความต้องการในห่วงโซ่อุปทาน Semiconductor เติบโตพร้อมกันในหลายส่วน ทั้งชิปประมวลผลขั้นสูง หน่วยความจำประสิทธิภาพสูง ระบบเครือข่ายความเร็วสูง กำลังการผลิตของ Foundry รวมถึงอุปกรณ์และวัสดุที่จำเป็นต่อการผลิตชิปขั้นสูง”
ในการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงสะท้อนภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจ Cloud และการลงทุนด้าน AI Infrastructure ที่เร่งตัวต่อเนื่อง
Google Cloud รายงานรายได้เติบโต +63.0% YoY ขณะที่งบลงทุน (CapEx) ของ Alphabet เพิ่มขึ้น +107% YoY แตะระดับ 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้าน Microsoft Azure เติบโต +39% YoY โดย Microsoft เพิ่ม CapEx +49% YoY สู่ระดับ 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Amazon AWS เติบโต +28% YoY และ Amazon เพิ่มการลงทุน +77% YoY มาอยู่ที่ราว 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรวมแล้ว AI Infrastructure CapEx ของกลุ่ม Hyperscalers ในไตรมาส 1 ปี 2026 ขยายตัวถึง +70% YoY สู่ระดับประมาณ 1.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการเร่งลงทุนครั้งใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI ในอนาคต
นายกมลยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตัวเลขการลงทุนที่เราเห็นในวันนี้ ไม่ใช่เพียงกระแสการลงทุนระยะสั้นอีกต่อไป แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่า AI Infrastructure กำลังก้าวสู่การเป็นวัฏจักรการลงทุนขนาดใหญ่ระดับอุตสาหกรรม ที่มีแนวโน้มขับเคลื่อนการเติบโตของเทคโนโลยีโลกในระยะยาว”
ภาวะตึงตัวของห่วงโซ่อุปทาน Semiconductor เริ่มปรากฏชัดในหลายกลุ่มย่อย โดยเฉพาะกลุ่ม Compute ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขยายตัวของ AI Infrastructure สะท้อนผ่านผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ
AMD รายงานรายได้กลุ่ม Data Center อยู่ที่ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต +57% YoY ขณะที่ Intel มีรายได้จากกลุ่ม Data Center and AI อยู่ที่ 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต +22% YoY สะท้อนความต้องการชิปประมวลผลที่ยังเร่งตัวต่อเนื่องทั่วโลก
นอกจากนี้ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Agentic AI” ซึ่งเป็น AI ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และทำงานเชิงซับซ้อนได้มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการชิปประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง GPU เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึง CPU, AI Accelerator และชิปเฉพาะทางที่จำเป็นต่อการประมวลผล AI ระดับ Data Center
ขณะเดียวกัน “หน่วยความจำ” (Memory) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งคอขวดสำคัญของ AI Infrastructure เนื่องจากโมเดล AI รุ่นใหม่ต้องการหน่วยความจำที่มีทั้งความจุสูงและประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลการส่งออกชิป Memory ล่าสุดของเกาหลีใต้ ที่เติบโตอย่างโดดเด่น โดยยอดส่งออก DRAM เพิ่มขึ้น +343% YoY และ NAND เพิ่มขึ้น +289% YoY สะท้อนอุปสงค์ที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากกระแสการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก
กลุ่ม AI Networking กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อการขยายตัวของ AI Infrastructure โดยเมื่อ AI Cluster มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากขึ้น ความต้องการด้าน Bandwidth ที่สูงขึ้น Latency ที่ต่ำลง และประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ดีขึ้น ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เทคโนโลยีด้าน Optical Networking เช่น Optical Fiber, Optical Transceivers และ Silicon Photonics กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบ AI ยุคใหม่
ล่าสุด Nvidia ได้ประกาศลงทุนเชิงกลยุทธ์รวมมูลค่าประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในบริษัท Lumentum และ Coherent เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา รวมถึงขยายกำลังการผลิตด้าน Advanced Laser และ Optical Networking Products สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายความเร็วสูงในการรองรับการเติบโตของ AI ระดับโลก
นายกมลยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรม Semiconductor โดยเชื่อว่าวัฏจักรการลงทุนด้าน AI Infrastructure ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว ขณะเดียวกัน ภาวะ Bottleneck ในหลายส่วนของห่วงโซ่อุปทานยังไม่น่าจะคลี่คลายในระยะสั้น เนื่องจากการเพิ่มกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมสำคัญจำเป็นต้องใช้ทั้งเวลา เงินลงทุนจำนวนมาก และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเฉพาะทาง เรามองว่าความ
ต้องการที่เติบโตเร็วกว่ากำลังการผลิต อาจยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนอุตสาหกรรม Semiconductor ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปี 2028”
แม้ราคาหุ้นกลุ่ม Semiconductor จะปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ทีมวิเคราะห์ยังมองว่า Valuation โดยรวมอยู่ในระดับเหมาะสม เมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรในอนาคต
ปัจจุบัน หุ้นกลุ่ม Semiconductor ซื้อขายที่ระดับ P/E ประมาณ 25 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว +32.3% YoY ส่งผลให้ PEG Ratio อยู่ที่ประมาณ 0.77 เท่า ซึ่งสะท้อนว่าราคาหุ้นยังสอดคล้องกับศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
“การปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นในรอบนี้ ยังได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการเติบโตของปัจจัยพื้นฐาน มากกว่าการขยายตัวของ Valuation เพียงอย่างเดียว จึงทำให้เรายังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม Semiconductor ในระยะยาว”นายกมลยศกล่าวเสริม
จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรม Semiconductor
บลจ.แอสเซท พลัส มองเห็นโอกาสการลงทุนระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลกเทคโนโลยี และยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์แห่งอนาคต เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงการเติบโตจากการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งสำคัญของโลก และเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และนวัตกรรมขั้นสูง
