AWC มอง Q2 รายได้โตต่อเนื่อง ตลาดจีน- ไทย – สหรัฐฯ ยังแกร่ง

HoonSmart.com >>ซีอีโอ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น เผยยอดจองห้องพักไตรมาส 2/69 แสดงสัญญาณบวก จีนโต 33% ไทยพุ่ง 36% หนุนรายได้โรงแรม ด้านสหรัฐฯ ตะวันออกกลางยังแกร่ง คาด EBITDA ขยายตัวแรงจากอัตราการเข้าพัก – ราคาห้องพักสูงขึ้น พร้อมเดินหน้าลงทุน 1 แสนล้านบาทใน 5 ปี ผุดโรงแรมหรูดึงกลุ่ม Ultra-luxury เข้ามาไทย ปีนี้ปรับทุกธุรกิจมุ่งสู่ไลฟ์สไตล์ สร้างความแตกต่าง หวังรักษาความสามารถการทำกำไรได้แรงต่อเนื่องยุคต้นทุนพุ่ง 

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจโรงแรมไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า จากยอดจองห้องพักแสดงสัญญาณการเติบโตที่น่าสนใจ แม้ตลาดนักท่องเที่ยวจากยุโรป เช่น อังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส จะมีการชะลอตัวลงบ้าง แต่ได้รับแรงหนุนสำคัญจาก

ตลาดจีน ยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 33% แม้จะชะลอตัวจากระดับ 40% ในช่วงเดียวดันของปีก่อนหน้า เป็นการโตต่อเนื่องจากไตรมาสแรก ที่โตประมาณ 24% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมของประเทศที่โตอยู่ประมาณ 12%  โดยเป็นผลจากพาร์ทเนอร์อย่าง Marriott ที่ทำแคมเปญผ่าน Bonvoy ทำให้ได้ลูกค้าจีนที่เป็นกลุ่มพรีเมียมเข้ามามากขึ้น

ตลาดไทย เติบโตโดดเด่นถึง 36% สะท้อนถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวในประเทศที่แข็งแกร่ง

ตลาดสหรัฐฯ ยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ดี พร้อมยอดจองล่วงหน้า (Booking Pace) ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นการโตต่อเนื่องจากไตรมาสแรก ในกลุ่มนักท่องเที่ยว Long-haul หรือที่บินไกลๆ ยังคงเลือกมาไทย แล้วที่สำคัญเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง (Quality Demand)

ตลาดตะวันออกกลาง โตขึ้นถึง 24% เพราะกลุ่มนี้ชอบ Luxury Resort  และมักจะขยายเวลาการพักผ่อน (Extend Stay) นานขึ้น ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าคุณภาพที่บริษัทให้ความสำคัญมาก ในขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศ ตลาดนี้ลดลงประมาณ 10%

สำหรับตลาดที่อาจจะชะลอตัวไปบ้างคือ เกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งอาจจะเกิดจากการโดนเบียดเส้นทางการบิน หรือไฟลท์บินถูกแย่งไปโดยกลุ่ม Long-haul ทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินสูงขึ้นมากจนสู้ราคาไม่ไหว น่าจะเป็นสถานการณ์ชั่วคราวที่กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

“ตอนนี้พอร์ตเราค่อนข้างแข็งแกร่ง เพราะเราไม่ได้พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป แต่เราเน้นดึงกลุ่มคนที่มี Lifestyle และกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงจากทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในโรงแรมและโครงการต่างๆ ของเรา”นางวัลลภา กล่าว

นางวัลลภา คาดว่ารายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ที่ปรับตัวสูงขึ้น จากการปรับสู่ไลฟสไตล์ของนักท่องเที่ยว ทั้งเรื่องการเสริมร้านอาหาร ที่พักผ่อน และความสนุกเข้าไป จะสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักเดินทางที่เน้นกลุ่มศิลปวัฒนธรรม

สำหรับ พื้นที่กรุงเทพมหานคร บริษัทอยู่ระหว่างการปรับสู่รูปแบบไลฟ์สไตล์เพื่อยกระดับผลประกอบการ หลังพบว่าการปรับแบรนด์สู่กลุ่มไลฟ์สไตล์ช่วยให้สามารถเพิ่มอัตราค่าห้องพักได้สูงขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับโรงแรมระดับเดียวกันในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเน้นการเพิ่มประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) และสร้างจุดขายด้วยพื้นที่พักผ่อนชั้นดาดฟ้า (Rooftop) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มไลฟ์สไตล์จากทั่วโลก

ขณะที่ตลาดพัทยา  RevPAR ในโรงแรมกลุ่มแมริออท (Marriott) และมีเลีย (Meliá) ขยับตัวเพิ่มขึ้น โดยบริษัทมีแผนเชื่อมโยงกลยุทธ์การตลาดกับงานเทศกาลดนตรีระดับโลก “Tomorrowland” และงานประชุมนานาชาติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2569 เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา แล้วจะทำกลยุทธ์ให้เชื่อมโยงการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ พัทยา และโครงการในเครืออย่างเอเชียทีคและเอญ่าอย่างครบวงจร

นางวัลลภา กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันสูง ทำให้ต้นทุนสูงไปด้วย บริษัทฯยังคงงบลงทุนมูลค่า 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปีเช่นเดิม โดยมีการปรับรูปแบบการลงทุนผ่าน AWC Grow Fund มูลค่าราว 50,000 ล้านบาท เพื่อความคล่องตัวในการบริหารสินทรัพย์ก่อนโอนเข้าสู่งบการเงินหลักของ AWC เมื่อโครงการมีความพร้อม ในโครงการเวิ้งนครเกษม โครงการลานนาทีค เชียงใหม่ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี นิวยอร์ค  ที่สหรัฐอเมริกา  โครงการโอคุระ (Okura) ทองหล่อ

สำหรับ ปี 2569 จะมีการลงทุน 10,000 ล้านบาท เพื่อทำการปรับปรุงสินทรัพย์เดิม (Asset Uplift) และการจัดวางตำแหน่งทางการตลาดใหม่ (Repositioning) ในโครงการที่มีศักยภาพ 27 แห่ง จากทั้งหมด 58 แห่งในเครือเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินที่มีอยู่ รักษาความสามารถในการทำกำไร

โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ที่มีการแข่งขันรุนแรง เตรียมปรับพื้นที่ประมาณ 30% ให้กลายเป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Tenant) เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ของโรงแรมในเครือเข้ากับพื้นที่ทำงาน เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และ Expat

โดยจะทำงานร่วมกับทีมบริหารโครงการในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมต้นทุนการปรับปรุงให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้

ทำการสำรองวัตถุดิบเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาที่พุ่งสูงขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยของบริษัทที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ประมาณ 2.5%

นอกจากนี้  ยังอยู่ระหว่างการวางแผนรวมศูนย์ระบบคลังสินค้าสำหรับโรงแรมในเครือ โดยเฉพาะกลุ่มที่บริหารโดย Marriott เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และทำการศึกษานำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ในส่วนของโครงการอาคารสูงขนาดใหญ่ บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิดและจะเริ่มดำเนินการเมื่อประเมินว่าสภาวะเศรษฐกิจมีความพร้อมสูงสุด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน

ปี 2569 ตั้งเป้ามูลค่าทรัพย์สินรวมจะเพิ่มเป็น  2.3 แสนล้านบาท จากปี 2568 ที่มีทรัพย์สินรวม 2.21 แสนล้านบาท จากโครงการแฟมงต์ ที่จะลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท เพื่อที่จะเปิดให้ได้ปลายปีนี้ โดยโครงการดังกล่าวมี มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ มีลงทุนใน อินเตอร์คอน เฟส 2 ในส่วนที่ไม่ใช่ห้องพัก ลงทุนโครงการบลูโดม เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ให้เป็น Destination ใหม่ของเอเชียทีค ,โครงการเวิ้งนครเกษม, ลานนาทีค เชียงใหม่, โครงการโอคุระ ทองหล่อ และการลงทุนในสหรัฐฯ ผ่านโรงแรม Plaza Athenee New York

สำหรับ การขยายตลาดไปต่างประเทศ นอกจากจะมองถึงจุดแข็งของประเทศแล้ว ยังมองจุดแข็งของแบรนด์ด้วย บริษัทปลงทุนร่วมกับแบรนด์พลาซ่า แอทธินี ที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ทำให้สามารถเชื่อมความพิเศษ (Unique) และก็ได้ Ultra-luxury แบรนด์ของพลาซ่า แอทธินีมาอยู่ในพอร์ต AWC แล้วก็จะนำมาทำปรับปรุงอาคาร ที่อยู่ติดโรงแรมโอเรียนเต็ล มาทำเป็น เดอะพลาซ่า แอทธินี โนบุ โฮเทล แอนด์สปา ดึงนักท่องเที่ยวกลุ่ม Ultra-luxury เข้ามาไทย

มีแผนเปิดตัวปลายปี ในปลายปี 2570  หลังจากพลาซ่า แอทธินี ที่นิวยอร์กครบรอบ 100 ปี เดือนตุลาคม 2570

นางวัลลภา กล่าวว่า วันนี้ AWC มีพาร์ทเนอร์กับ 9 เชน จะเป็นกลุ่มลูกค้า Corporate กลุ่มลูกค้า High-end แต่ยังไม่มีกลุ่มลูกค้าที่เป็น Niche ที่เป็น Ultra-luxury ก็เลยมีการร่วมมือกับแบรนด์ พลาซ่า แอทธินี ที่เป็น Best Brand Ultra-luxury ของโลกที่ปารีส เพื่อดึงลูกค้ากลุ่มนี้มา รวมถึงกลุ่มท็อปๆ High-end เข้ามาไทย

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 สามารถสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ทั้งในด้านรายได้ กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) และกำไรสุทธิ ท่ามกลางการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยโดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าระดับบน

โดยมีรายได้รวมไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% (YoY) และกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% (YoY)

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Real Estate) และการรวมพลังกับพันธมิตรระดับโลกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

โดยเฉพาะโครงการในเมืองพัทยาอย่าง มีเลีย พัทยา อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) สูงถึง 83%  และแมริออท พัทยา อยู่ที่ 74% อัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดเกินเป้าหมาย (Ramp-up) หลังการร่วมจัดกิจกรรมระดับโลกและการส่งเสริมการตลาดเชิงรุก

ขณะที่​เชียงใหม่ โดดเด่นที่สุดในไตรมาสนี้ มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เติบโตถึง 26% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในประเทศ รับอานิสงส์จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นถึง 46% ในเดือนมีนาคมเมื่อเทียบกับปีก่อน

กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวจุดเช็คอินระดับโลก (Attraction) และโครงการ “เอญ่า” (EA) ที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ ช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่ม Quality Demand

นอกจากนี้ จากการชูกลยุทธ์เชื่อมโยงอสังหาริมทรัพย์เข้ากับประสบการณ์การรับประทานอาหาร ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจ F&B ปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 51% โดยเฉพาะโครงการ “เอญ่า” เพียงแห่งเดียวสามารถสร้างรายได้เกือบ 600 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา พร้อมทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและคณะทูตต่างประเทศ

ทั้งนี้ AWC เดินหน้าต่อยอดพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพสู่มูลค่า 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY) พร้อมรักษาความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินฝที่ IBD/E เพียง 0.87 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว พร้อมสร้างผลตอบแทนต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผล 0.080 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6.7% (YoY)