HoonSmart.com >>สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 114.16 “ทรงตัว” ต่างชาตยังร้อนแรง ไทยระมัดระวังมากขึ้น เตือนตลาดเสี่ยงแนะถือเงินสดเพิ่ม–เลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง พร้อมโอกาสในกลุ่มปิโตรเคมี ธนาคาร อาหาร หุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับเอไอ เลี่ยงท่องเที่ยว
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนเมษายน 2569 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-30 เมษายน 2569) พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าคงอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ที่ระดับ 114.16 นักลงทุนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุน และสัญญาณการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ สงครามการค้าและความกังวลต่อวินัยการคลัง
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนเมษายน 2569 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้
-ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (กรกฎาคม 2569) อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” (ช่วงค่าดัชนี 80-119) ที่ระดับ 114.16
-ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ในขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง”
หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO)

ในระยะสั้น กลุ่มปิโตรเคมีได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ทำให้มีส่วนต่างกำไร (Margin) ที่ดีขึ้น
ขณะที่ภาคธนาคารยังคงมีความมั่นคงและปลอดภัย
นอกจากนี้ กลุ่มเทคโนโลยี AI และอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมีโอกาสเติบโตสูง แนะนำให้เลือกลงทุนในสินทรัพย์หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศของ AI (AI-related) และกลุ่มความจำ (Memory Chip) ซึ่งมีความต้องการสูงในตลาดโลก
แม้จะเริ่มมีการพูดถึงภาวะฟองสบู่ AI (AI Bubble) แต่ในความเป็นจริงยังมีการสร้างศักยภาพและการใช้งานจริงที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างรวดเร็ว
กลุ่มพลังงานสะอาดและอาหาร เป็นอีกสองเซกเตอร์ที่มีศักยภาพ เนื่องจาก AI ต้องใช้พลังงานสะอาดจำนวนมากในการประมวลผล ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในอนาคต
ทองคำและเงิน ปัจจุบันอยู่ในช่วงพักตัว (Side-way) และมีความผันผวนสูง ทำให้การทำกำไรทำได้ยากขึ้น
หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION)
-ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
-ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ผลสำรวจ ณ เดือนเมษายน 2569 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 21.3% อยู่ที่ระดับ 90.00 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 14.3% อยู่ที่ระดับ 100.00 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 14.4% อยู่ที่ระดับ 110.00 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับเพิ่ม 33.3% อยู่ที่ระดับ 133.33
ในช่วงเดือนครึ่งแรกของเดือนเมษายน 2569 SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยมีแรงหนุนหลักจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย และการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งเดือนหลังมีความผันผวนจากทั้งการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในบางกลุ่มอุตสาหกรรมออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ความผันผวนของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงการคาดการณ์ว่าน้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI EM อาจถูกปรับลดลงจากการปรับเกณฑ์คำนวณของ MSCI โดย SET Index ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ปิดที่ 1,493.69 ปรับตัวเพิ่ม 3.15% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 58,688.27 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 2,513 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 16,638 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของประเทศหลัก โดยเฉพาะสัญญาณจาก FED หลังประธานใหม่เข้ารับตำแหน่ง และสัญญาณธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะมีผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ รวมถึง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีข้อยุติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความผันผวนของราคาพลังงานทั่วโลก ในส่วนของปัจจัยที่น่าติดตามในประเทศ ได้แก่ ความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ อีกทั้งติดตามผลการปรับน้ำหนักของ MSCI รอบพฤษภาคม 2569
แนะถือเงินสด-สินทรัพย์ปลอดภัย
นายกอบศักดิ์ เตือนนักลงทุนรายย่อยว่า ปัจจุบันตลาดเต็มไปด้วยความเสี่ยง การลงทุนเปลี่ยนไปสู่โหมด “ยากลำบาก” เปรียบเสมือนการว่ายน้ำท่ามกลางทะเลที่มีคลื่นลมแรง ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ง่ายสำหรับการแสวงหากำไร แม้แต่ในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เคยร้อนแรง ก็เริ่มเข้าสู่ภาวะที่ราคาสูงเกินไป (Peaked) ทำให้โอกาสในการทำกำไรใหม่ๆ ทำได้ยากขึ้น
ตลาดกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจาก “Shock” ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะประเด็นสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (อิหร่าน) ซึ่งหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและราคาหุ้นทั่วโลกอย่างรุนแรง
นักลงทุนต้องเตรียมความพร้อมด้านเงินทุนให้รัดกุมที่สุด เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว ดังนี้
‘ควรใช้เฉพาะเงินส่วนที่สามารถ “ยอมรับความเสียหายได้” (เงินเย็น) มาลงทุนเท่านั้น และไม่ควรทุ่มสุดตัว
‘กระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ หากต้องการลงทุนในหุ้น ให้เลือกเฉพาะบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความมั่นใจจริงๆ
‘หากมีส่วนที่ได้กำไร ควรพิจารณาขายออกมาเพื่อถือเป็นเงินต้นไว้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่ดีกว่าในอนาคต
-แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ปัจจุบันมีความผันผวนสูงมาก (อาจเหวี่ยงได้ถึง 100 ดอลลาร์ต่อคืน) จึงต้องระมัดระวังในการเข้าซื้อ
ตลาดเข้าสู่มรสุม
นายกอบศักดิ์ เปรียบเทียบภาพรวมการลงทุนในอดีตว่าเป็นเหมือนการพักผ่อนริมชายหาดที่สงบเงียบ แต่ภาพเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว
ปัจจุบันตลาดได้เข้าสู่ภาวะมรสุมอย่างเต็มตัว ซึ่งความเสียหายสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจากปัจจัยที่คาดไม่ถึง และมักไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจแบบเดิมๆ
”ยุคที่บอกว่าลงทุนในตลาดด้วยความสบายใจได้จบลงแล้ว… โลกการลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คือโลกใบใหม่” นายกอบศักดิ์ กล่าว
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ความผันผวนปั่นป่วนที่รุนแรงของตลาดสะท้อนให้เห็นชัดเจนผ่านการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์หลัก ผ่าน ราคาน้ำมัน ก่อนเกิดความขัดแย้ง ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในกรอบแคบเพียง $1 แต่ปัจจุบันสามารถสวิงได้รุนแรงถึง 5-10% ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ราคาทองคำ จากที่เคยพุ่งสูงอย่างเสถียรจนถึงระดับ $1,500 แต่เมื่อเผชิญกับปัจจัยสงครามและความกังวล ตราสารทองคำเคยทรุดตัวลงรวดเดียวถึง $1,000 ภายในวันเดียว
แม้แต่นักลงทุนที่ศึกษาปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental), กระแสเงินไหลเข้า (Fund Flow), หรือกราฟทางเทคนิคอย่างละเอียด ก็อาจไม่สามารถรับมือกับความผันผวนนี้ได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในตลาดฟิวเจอร์ส (Futures) ที่ความเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วข้ามคืนอาจทำให้พอร์ตการลงทุนเสียหายได้ถึง 50% หรือในกรณีเลวร้าย การละสายตาจากจอเพียง 2 ชั่วโมงในช่วงที่มีการประชุมด่วน อาจทำให้เงินหลัก 100 ล้านบาทละลายหายไป และกลายเป็นหนี้สินเพิ่มเติมได้ทันที
ประเมินตัวเองก่อนลุย
ทั้งนี้ แนะนำ นักลงทุนประเมินตนเองว่า “แข็งแกร่งพอ” สำหรับตลาดช่วงนี้หรือไม่ ด้วยการ
-ประเมินสภาพคล่องและทรัพย์สิน: ตรวจสอบว่าพอร์ตการลงทุนสามารถทนรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้เพียงใด
-ทำการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด ในสภาวะที่ตลาดแกว่งตัวแบบไร้ทิศทาง (Sideway) การลงทุนแบบ “ซื้อแล้วลืม” ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป
-เตรียมใจกับระยะเวลา เพราะคาดการณ์ว่าสภาวะเช่นนี้จะคงอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปีครึ่ง นับจากช่วงหลังโควิด-19 ที่โลกพยายามจะกลับสู่ภาวะปกติแต่กลับถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
”หากเปรียบกับการว่ายน้ำ ถ้าทะเลสงบใครก็ว่ายได้ แต่ถ้าคุณว่ายน้ำไม่แข็งแล้วต้องไปเจอมรสุม คุณต้องคิดหนักว่าจะออกสู่ทะเลหรือไม่”นายกอบศักดิ์ กล่าว
สำหรับปรากฏการณ์ “Sell in May” ที่มักเกิดขึ้นทุกปี ตลาดมักจะปรับตัวลง โดยปีนี้มีตัวแปรสำคัญคือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีไม่ยอมรับข้อเสนอต่าง ๆ (Totally Unacceptable) จนนำไปสู่ความกังวลเรื่องการเผชิญหน้าทางทหาร ซึ่งเห็นได้จากการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เข้าสู่ตะวันออกกลางจำนวนมาก ส่งผลให้ตลาดทุนและสินทรัพย์ต่าง ๆ ตกอยู่ในภาวะตึงเครียดและมีต้นทุนในการยืดเยื้อสูง
