OR ชูกำไร 2,415 ล้านบาทโต16% อิบิทดา 7,100 ล้านบ.ทุกธุรกิจโต Q1/69

HoonSmart.com>>”ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก” (OR) โชว์ผลงานไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 2,415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2% จากไตรมาสก่อน EBITDA จำนวน 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.8% มีรายได้ขายและบริการ 176,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2% จากทุกกลุ่มธุรกิจดีขึ้น ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก พร้อมเดินหน้าขยาย OR Ecosystem และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต 

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานงวดไตรมาสที่ 1/2569 มีกำไรสุทธิ 2,414.75 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.20 บาทเพิ่มขึ้น16.2% จากไตรมาส 4/2568 ที่มีกำไรสุทธิ 2,078 ล้านบาทหรือ 0.17 บาทต่อหุ้น(QoQ) แต่ลดลงประมาณ 44.9% จากกำไรสุทธิ 4,379.48 ล้านบาทหรือ 0.36 บาทต่อหุ้นในข่วงเดียวกันของปีก่อน(YoY)

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีรายได้ขายและบริการ 176,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20,590 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.2% จากไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรสุทธิ 2,415 ล้านบาท ดีขึ้น  16.2% และมี EBITDA จำนวน 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,657 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 59.8%

กำไรที่เติบโตในไตรมาสแรกปีนี้ มาจากการเพิ่มขึ้นจากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ Mobility เพิ่มขึ้น 59.8% ที่ภาพรวมทำกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรลดลงจากผลกระทบจากมาตรการตรึงราคาจำหน่าย ที่ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาให้สะท้อนต้นทุนได้ รวมถึงมีผลขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยง ส่วนกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เพิ่มขึ้น 19.9% จากเพิ่มขึ้นทั้งธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะร้าน Café Amazon มีปริมาณจำหน่ายรวม 112 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 3 ล้านแก้ว คิดเป็น 2.8% จากไตรมาสก่อน เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจ Global เพิ่มขึ้นกว่า 100% โดยหลักจากประเทศฟิลิปปินส์ ที่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรของดีเซลสูงขึ้น และ สปป.ลาว จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ดีขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์

ภาพรวมค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง โดยหลักจากค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย ค่าจ้างบุคคลภายนอก และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (Share of gain from investments) ภาพรวมเพิ่มขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาท เทียบดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนตัวลง ส่งผลให้เกิดผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน สวนทางกับตราสารอนุพันธ์ที่มีผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์น้ำมันจากราคาที่ผันผวนอย่างมาก โดยหลักจากน้ำมันอากาศยาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Unrealized Loss

OR ยังคงได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรจาก ทริสเรทติ้ง ที่ระดับ “AA+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิตคงที่ (Stable) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียมในประเทศไทย และความแข็งแกร่งของธุรกิจ Lifestyle ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ผ่านมา OR มีการลงทุนใน บริษัท ไทยไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค (TPN) โดย Modulus บริษัทย่อยของ OR เข้าถือหุ้น 55.41% ใน TPN ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจระบบขนส่งน้ำมันทางท่อจากจังหวัดสระบุรีไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเข้าลงทุนดังกล่าวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มธุรกิจ Mobility เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 ของ OR สะท้อนความแข็งแกร่งในการบริหารองค์กรท่ามกลางความไม่แน่นอนของพลังงานโลก ด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาเสถียรภาพและอัตรากำไรของธุรกิจในระยะกลางและยาว สอดคล้องกับวิสัยทัศน์“Empowering All toward Inclusive Growth” และการเติบโตอย่างยั่งยืน

“OR ยังคงยืนหยัดเคียงข้างคนไทยทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะช่วงความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง”หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวเสริมในตอนท้าย

ด้านราคาหุ้น OR ปิดที่ 12.40 บาท ลดลง 0.10 บาทในวันที่ 7 พ.ค.2569