HoonSmart.com>>สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ชี้ ปี 2569 Hyperscalers ทุ่มลงทุนสูงสุด หนุนดีมานด์โครงสร้างพื้นฐาน AI หุ้นไทยได้อานิสงส์ชัดเจน DELTA รายได้จาก AI กว่า 50% คาด EPS โตแรง 70% ขณะที่ CCET ได้แรงหนุน China Plus One ด้าน HANA ฟื้นตัวจากลูกค้าชิปอนาล็อก ส่วน KCE ปรับราคาสินค้าดัน Margin ดีขึ้น ค่าเงินบาทอ่อนแตะ 32 บาทปลาย ๆ ช่วยหนุนกำไรผู้ส่งออก
นายธนพล จิรธนกิจ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) วิเคราะห์กลุ่มชิ้นส่วนอิเลคทรอนิค ผ่าน Sector Analysis โดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน(IAA) ว่า ปี 2569 มีการคาดการณ์ว่าจะเป็นปีที่กลุ่มผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ (Hyperscalers) มีการลงทุน (CAPEX) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 82% เมื่อเทียบกับกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จากเดิมที่เคยอยู่เพียง 30-40%
อย่างไรก็ตาม สภาวะดังกล่าวเริ่มสร้างความกังวลให้ตลาดในแง่ของความยั่งยืนของการเติบโต ส่งผลให้บางบริษัทเริ่มมีการเลิกจ้างพนักงานและกู้เงินมาลงทุนเพิ่ม ซึ่งในปีหน้าคาดว่าการเติบโตอาจชะลอตัวลงเหลือ 10% หรือมีโอกาสติดลบหากนักลงทุนเริ่มชะลอการอัดฉีดเม็ดเงิน
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเม็ดเงินการลงทุนพบว่า บริษัทกลุ่ม Hyperscaler ยักษ์ใหญ่ 4 ราย มีสัดส่วนการลงทุนในตลาด Cloud สูงถึง 60% และครองส่วนแบ่งงบลงทุนใน Data Center ทั่วโลกสูงถึง 65-70% จากสถิติพบว่ารอบการลงทุน (CapEx Cycle) มักจะเกิดขึ้นทุกๆ 3 ปี ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าในช่วงปี 2567 จนถึงปี 2569 จะเป็นช่วงที่การเติบโตพุ่งทะยานอย่างรุนแรง ก่อนที่อาจจะเริ่มเห็นการชะลอตัวหรือย่อตัวลงในแง่อัตราการเติบโตในปี 2570
เจาะลึกบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ไทยกับกระแส AI
1. DELTA ผู้นำที่พุ่งทะยานด้วย Data Center จากการที่เป็นบริษัทที่มี Exposure ในกลุ่ม AI สูงที่สุดในไทย โดยมีสัดส่วนรายได้จากกลุ่ม AI ประมาณ 50-55% ของยอดขายทั้งหมด เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก สินค้าหลักๆ ได้แก่ อุปกรณ์ Power Management และโซลูชันทำความเย็น (Liquid Cooling) สำหรับ Data Center จากกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่ม Hyperscalers อย่าง Meta, Amazon, Microsoft, Google และผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์รายใหญ่อย่าง Foxconn และ Quanta
คาดการณ์ว่ายอดขายในรูปเงินบาทจะเติบโตถึง 34% และกำไรต่อหุ้น (EPS) อาจพุ่งสูงถึง 70%

อย่างไรก็ตาม ในเชิงมูลค่าหุ้น (Valuation) ปัจจุบันถือว่าค่อนข้างตึงตัว โดยมีการซื้อขายอยู่ที่ระดับเกือบ 3 Standard Deviation หรือมีค่า P/E สูงถึง 100 เท่า นักลงทุนจึงอาจต้องรอจังหวะราคาที่เหมาะสม
2.CCET หรือ แคล-คอมพ์ รับอานิสงส์ย้ายฐานการผลิต (China Plus One) โดยมีสัดส่วนรายได้จาก AI ประมาณ 10-15% ผลจากธุรกิจหลัก คือ การรับจ้างประกอบอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage Device) ทั้งฮาร์ดดิสก์ (HDD) และ Flash Storage ที่ปีนี้ราคา Storage ที่ปรับตัวสูงขึ้น
ประกอบกับเป็นบริษัทฯที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบาย China Plus One ที่บริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องพิมพ์ (Printer) และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล จึงคาดการณ์ยอดขายปีนี้เติบโต 5-10% และในเชิง Valuation ถือว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจและมีความคุ้มค่ามากกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน
3. HANA เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนในปี 2569 หลังจากผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แม้ปัจจุบันมีรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ในสัดส่วนที่น้อย (ประมาณ 5%) แต่มีสัญญาณฟื้นตัวจากกลุ่มอื่นตามการฟื้นตัวของลูกค้ายักษ์ใหญ่ในกลุ่มชิปอนาล็อก เช่น Texas Instruments และ STMicroelectronics ซึ่งคาดว่าจะกลับมาดีขึ้นในปีนี้ หลังซบเซามา 3 ปี 
โดยเฉพาะจากการปรับโครงสร้างการผลิตในเกาหลีใต้ที่เคยขาดทุนสูงถึงระดับพันล้านบาทต่อปี มีแนวโน้มลดลง และหันไปจ้างผลิตในจีนแทน นอกจากนี้ยังมี Upside เพิ่มเติมจากการร่วมทุนกับสตาร์ทอัพ Phononic ในการผลิตระบบระบายความร้อนสำหรับชิป (Direct-to-chip cooling) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกต่อกำไรในปี 2570 ประมาณ 5-10%
4.KCE ฟื้นตัวด้วยการปรับราคาสินค้า
สำหรับ KCE ผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) แม้ยอดผลิตรถยนต์ทั่วโลกจะไม่เติบโตหวือหวา แต่คาดว่ายอดขายจะยังโตได้ประมาณ 5-10% จุดเด่นในปีนี้คือการฟื้นตัวของอัตรากำไร (Margin) เนื่องจากบริษัทสามารถผลักภาระต้นทุนทองแดงที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้สำเร็จผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งช่วยให้ภาพรวมธุรกิจดูดีกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ในช่วงแรก
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากราคาค่าทองแดงที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 21% ในช่วงครึ่งปีแรก และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นปัจจัยลบหลักที่ฉุดรั้งกำไร โดยปีนี้บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3-5% โดยหวังว่าการปรับราคาสินค้าและการใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) จะช่วยให้อัตรากำไรฟื้นตัวได้ดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ปัจจัยบวกเพิ่มเติม (Tailwinds)
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังได้รับอานิสงส์จาก ค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลง มาอยู่ที่ระดับ 32 บาทปลายๆ ต่อดอลลาร์สหรัฐ (จากช่วงต้นปีที่ 30-31 บาท) ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไร (Margin) ของบริษัทผู้ส่งออกได้เป็นอย่างดีในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้ โดยสรุป DELTA คือหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มด้วยโครงสร้างรายได้ที่ผูกกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลกอย่างชัดเจน
