HoonSmart.com>>ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับมุมมองธนาคารไทยอ่อนแอลง บางแห่งมีแนวโน้มเครดิตเป็นลบ แม้เงินกองทุน CET 1 แตะระดับสูงสุดประวัติการณ์ที่ 17.6% แต่คุณภาพสินทรัพย์กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก จาก NIM เริ่มหดตัว – แรงกระแทกจากการหั่นดอกเบี้ยนโยบาย 5 ครั้งรวด – กลุ่ม SME – สินเชื่อรายย่อยตกอยู่ในภาวะเปราะบาง – หนี้ครัวเรือนสูงลิ่ว 87% ของ GDP
บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคาร (sector outlook) ของไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 แม้ว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในเชิงระบบ 6 แห่งของไทย (D-SIBs) จะยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1 ปี 2569 ก็ตาม
แม้ว่าความสามารถในการทำกำไรโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ดี แต่อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้ปรับตัวลดลง
ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะปรับตัวอ่อนแอลงและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้กำลังเผชิญกับแรงกดดั
นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผลประกอบการและคุณภาพสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้
จากการรายงานผลประกอบการเบื้องต้นของธนาคารขนาดใหญ่ของไทยทั้ง 6 แห่งพบว่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (average return on assets) อยู่ที่ประมาณ 1.28% ในไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.23% ในปี 2568
โดยผลกระทบจากการปรับตัวลดลงของอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิถูกบรรเทาลงจากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภา
พและการปรับตัวเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียม
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์คาดว่าผลประกอบการของธนาคารยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่อาจจะยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบทั้งหมดจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งที่ผ่านมาได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 5 ครั้ง ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569
นอกจากนี้รายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวดีขึ้นนั้นอาจผันผวนได้ หากภาวะเศรษฐกิจปรับตัวอ่อนแอลง
อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้สูญ (credit costs) น่าจะทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงต่อเนื่อง
ธนาคารไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทาย หลังจากมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงปี 2567-2568 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไรที่สำคัญได้มีการฟื้นตัวกลับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ดีกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิดแล้ว ดังนั้นฟิทช์จึงคาดว่าผลประกอบการน่าจะยังคงอยู่ในระดับที่ใช้ได้ แม้อาจมีการปรับตัวด้อยลงบ้างในช่วงที่เหลือของปี 2569
คุณภาพสินทรัพย์ในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยรวมยังคงทรงตัว โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (impaired loan ratio)
เฉลี่ยของธนาคารทั้ง 6 แห่งทรงตัวอยู่ที่ 3.7% เทียบกับสิ้นปี 2568 แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงน่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

กราฟฟิค AI ข้อมูลจาก ฟิทช์ เรทติ้ง
ฟิทช์ คาดว่า อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569 แต่น่าจะยังคงต่ำกว่า 4.0%
โดยกลุ่มลูกหนี้สินเชื่อที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และลูกหนี้รายย่อยสินเชื่อไม่มีหลักประกัน
มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับแรงกดดันมากที่สุด
อีกทั้งสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงประมาณ 87% ของ GDP น่าจะยังคงเป็นข้อจำกัดต่อความยืดหยุ่นทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพกำลังปรับตัวสูงขึ้น
ฟิทช์มองว่าหากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาวะเศรษฐกิจหรือการจ้างงานก็มีความเป็นไปได้ที่ทางการอาจออกมาตรการช่วยเหลือผ่อนผัน (forbearance measures) ซึ่งอาจจะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพ แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่กรณีฐาน (base case scenario) ของฟิทช์
ในขณะเดียวกัน ธนาคารไทยยังคงมีความสามารถสูงในการรองรับความเสี่ยงจากการปรับตัวด้อยลงของคุณภาพสินทรัพย์
โดยอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง
โดยอัตราส่วนเฉลี่ยของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่ง ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 189% จาก 185% ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งทำให้ธนาคารมีความสามารถในการตัดหนี้สูญในอนาคตและน่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตั้งสำรองหนี้สูญจำนวนมากอย่างเฉียบพลัน
ฐานะเงินกองทุนเป็นจุดแข็งที่สำคัญของธนาคารไทยเช่นกัน ทั้งนี้อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญเฉลี่ยของภาคธนาคาร (sector’s average CET 1 ratio) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 17.6% ในปี 2568
และฟิทช์คาดว่าฐานะเงินกองทุนจะยังคงเป็นปัจจัยช่วยรองรับความเสี่ยงได้อย่างแข็งแกร่ง
ฟิทช์คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อน่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำมากในปีนี้ ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการสะสมเงินกองทุน (internal capital generation) ของธนาคาร
ธนาคารไทยส่วนใหญ่ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ ยังคงมีแนวโน้มอันดับเครดิตอยู่ที่ “มีเสถียรภาพ” แม้ว่าฟิทช์จะมองว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ (headroom) โดยเฉพาะในด้านฐานะเงินกองทุนและด้านผลประกอบการ
ในขณะเดียวกันอันดับเครดิตของธนาคารบางแห่งอาจมีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ เนื่องจากอันดับเครดิตมีความเชื่อมโยงกับอันดับเครดิตของประเทศไทยหรือถูกจำกัดโดยเพดานอันดับเครดิตประเทศ (country ceiling) ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยที่มี “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ” เช่นกัน
