คปภ.เร่งประกันปรับจาก‘ผู้จ่ายสินไหม’ สู่ ‘กลไกบริหารความเสี่ยงสังคม’

HoonSmart.com>>คปภ. ชี้วิกฤต PM2.5 คือหายนะเชิงระบบที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยสูงถึง 3.89% ของ GDPเร่งดันธุรกิจประกันภัยทรานส์ฟอร์มสู่กลไกบริหารความเสี่ยงสังคม เน้นใช้ข้อมูลเชิงลึก-นวัตกรรม Wellness ปิดช่องว่างความคุ้มครองอย่างยั่งยืน

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวในเวที “จากฝุ่นสู่ความเสี่ยง: บทบาทประกันภัยในยุค PM2.5” ว่า ปัจจุบัน PM2.5 ได้กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ ที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ท่ามกลางบริบทโลกที่ผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤติพลังงานส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นทวีความรุนแรงและยืดเยื้อยิ่งขึ้น

PM2.5 กำลังสะท้อนความเสี่ยงเชิงระบบ ที่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ ไทยเผชิญค่า PM2.5 มากกว่า 400 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกหลายสิบเท่า ถ้าเทียบเป็นค่า AQI ที่เราคุ้นเคยกันก็อาจทะลุค่า 500  ซึ่งเป็นระดับที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า“อันตรายมาก” และนักวิชาการทางสิ่งแวดล้อมถึงกับเรียกว่าเป็น    “หายนะทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Disaster)” เพราะเป็นระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงต่อทุกคน

ภาคธุรกิจประกันภัยจำเป็นต้องปรับบทบาทจาก “ผู้จ่ายค่าสินไหม” ไปสู่  “กลไกบริหารความเสี่ยงของสังคม” อาศัยการใช้ข้อมูลเพื่อประเมินและคาดการณ์ความเสี่ยง พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ส่งเสริมแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Prevention & Wellness) ควบคู่กับการผลักดันแนวคิด ESG ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช รองศาสตราจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายในหัวข้อ “ผลกระทบ PM2.5 ต่อสภาวะเศรษฐกิจของไทย” ชี้ว่า PM2.5 เป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และธุรกิจประกันภัยอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก World Bank (2020) ประเมินว่าไทยมีต้นทุนความเสียหายด้านสุขภาพจาก PM2.5 สูงถึง 45,334 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็น 3.89% ของ GDP จัดอยู่ในอันดับที่ 20 จาก 180 ประเทศ สะท้อนภาระต้นทุนแฝงที่กดทับศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างชัดเจน แหล่งกำเนิด PM2.5 มาจากภาคคมนาคม อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ไฟป่า พื้นที่เมือง และมลพิษข้ามแดน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อครัวเรือน ภาคธุรกิจ และความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ อาทิ การลดลงของศักยภาพการท่องเที่ยว คุณภาพทุนมนุษย์ที่ถดถอย ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่อ่อนตัวลง

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจประกันภัย ต้องยกระดับบทบาทจาก “ผู้รับความเสี่ยง” สู่ “ผู้บริหารและลดความเสี่ยง” เน้นใช้ข้อมูลเชิงลึกและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพราะ“ฝุ่นวันนี้ อาจกลายเป็นค่าสินไหมในวันหน้า

ขณะที่การปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยเพียงอย่างเดียว โดยได้เสนอให้ภาคธุรกิจประกันภัยเร่งดำเนินการ   5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนการผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาดกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณา การจัดทำฐานข้อมูลค่าสินไหมที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 ในลักษณะไม่ระบุตัวบุคคล การพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าสินไหม การจัดมาตรการเชิงป้องกัน อาทิ ระบบแจ้งเตือนในช่วงค่าฝุ่นสูง และการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้ประชาชนดูแลสุขภาพเชิงรุก ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการผลักดัน พระราชบัญญัติอากาศสะอาด ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศของประเทศในระยะยาว

สำหรับ หัวข้อ “จากฝุ่นสู่ความเสี่ยง : บทบาทประกันภัยในยุค PM2.5” มีนายมนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล ผู้ประกาศข่าวและผู้ดำเนินรายการ      ด้านเศรษฐกิจ ทำหน้าที่ดำเนินรายการ เชื่อมโยงประเด็นสำคัญได้อย่างกระชับและรอบด้าน และมีผู้เข้าร่วมเสวนา เสวนาครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยระบุว่า ปัญหา PM2.5 ได้ยกระดับเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเมือง” ที่ทวีความรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจและแนวคมนาคมหลัก ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง และบั่นทอนทั้งคุณภาพชีวิตและศักยภาพทางเศรษฐกิจของเมืองในภาพรวม

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “นักสืบฝุ่น” เพื่อควบคุมและจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนา “Pocket Park หรือสวน 15 นาที” เพื่อเพิ่มพื้นที่    สีเขียวในเมือง ช่วยลดความเข้มข้นของมลพิษ และยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เห็นว่า “ธุรกิจประกันภัยมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักของการบริหารความเสี่ยงของเมือง สามารถวิเคราะห์ระดับความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณสุขเชิงรุก และทำให้การจัดการปัญหา PM2.5 มีความแม่นยำ ตรงจุด และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” มีความจำเป็นในการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย ชัดเจน และทันเวลา ให้ตื่นตัวและปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

 ด้านนายอนุกูล เย็นใจ กรรมการ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ความเสี่ยงจาก PM2.5 กำลังทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น แต่ผลิตภัณฑ์ประกันยังมี“ช่องว่างความคุ้มครอง” ที่ต้องเร่งพัฒนา ต้องปรับบทบาทจาก “ผู้รับความเสี่ยง” ไปสู่ “ผู้บริหารและลดความเสี่ยง” อย่างจริงจัง

ในระยะต่อไป ควรสามารถตรวจวัดได้แบบเรียลไทม์ กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน และการจัดตั้งกลไกกลางเพื่อเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูล สนับสนุนการพิจารณาค่าสินไหมได้อย่างทันท่วงที พร้อมระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อเสริมการบริหารความเสี่ยงเชิงป้องกัน ขณะเดียวกัน ภาคประกันภัยอยู่ระหว่างการนำเทคโนโลยี เช่น Big Data และ AI มาประยุกต์ใช้ในการประเมินความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ และออกแบบผลิตภัณฑ์ที่อิงดัชนีคุณภาพอากาศ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการกำหนดเบี้ยประกันภัยและลดความคลาดเคลื่อของความเสี่ยง

นอกจากนี้เสนอให้ใช้กลไกประกันภัยเป็นแรงขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจปรับตัวลดการปล่อยมลพิษ ผ่านมาตรการจูงใจ อาทิ การสนับสนุนด้านภาษี หรือการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคการผลิต ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ในสังคมว่า PM2.5 ไม่ใช่ความเสี่ยงที่ต้อง “อยู่ร่วมอย่างเคยชิน” หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบและจัดการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ด้าน ร.อ. นพ. วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี ประธานคณะแพทย์ที่ปรึกษา สมาคมประกันชีวิตไทย เผยว่า การบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพในบริบท PM2.5 จำเป็นต้องเริ่มจากการมี “ข้อมูลที่มองเห็นความเสี่ยงได้ชัดเจน” จำแนกกลุ่มเสี่ยงและติดตามแนวโน้มโรคเรื้อรังในระยะยาว อาทิ มะเร็งปอด หากพัฒนาฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยยกระดับการวิเคราะห์ความเสี่ยง ลดความไม่แน่นอน และลดแรงกดดันต่อการปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยในอนาค

ทั้งนี้ PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เชื่อมโยงกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง มีภาระค่าใช้จ่ายสูง ที่มีความสัมพันธ์กันชัดเจนในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมประกันชีวิต เริ่มนำข้อมูลสิ่งแวดล้อม เช่น ระดับ PM2.5 และประวัติการสัมผัสความเสี่ยง มาใช้ร่วมกับข้อมูลสุขภาพรายบุคคล เพื่อพิจารณารับประกันภัย (Underwriting)  มีแนวโน้มปรับบทบาทสู่การเป็น “Health Partner”  มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเชิงป้องกัน (Wellness) ควบคู่ความคุ้มครอง เพื่อดูแลประชาชนตลอดช่วงชีวิต

ทั้งนี้ ควรเร่งสร้างความตระหนักรู้และการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมใน 3 มิติ ได้แก่ การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ สุขภาพแข็งแรงยาวนาน และการวางแผนทางการเงินด้านสุขภาพอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–