HoonSmart.com >> ผถห. TEGH ไฟเขียวจ่ายปันผล 0.22 บ./หุ้น รับทรัพย์ 22 พ.ค.นี้ “สินีนุช โกกนุทาภรณ์” แม่ทัพหญิง ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ แตะ 22,000 ล้านบาท โต 10% ยอดขายยางแท่ง 280,000 –290,000 ตัน ทำ All Time High ขยายกำลังการผลิตตามแผน พร้อม Spin-Off “TEBP” เข้าตลาด mai ภายในปีนี้

นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) ผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ และน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่ในภาคตะวันออก และผู้นำด้านการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์และผลิตพลังงานทดแทน ประเภทพลังงานชีวภาพแบบครบวงจรในพื้นที่ EEC เปิดเผยว่า ผู้ถือหุ้น อนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานปี 2568 (1 ม.ค. -31 ธ.ค. 2568) หุ้นละ 0.22 บาท/หุ้น จ่ายเงินปันผลวันที่ 22 พ.ค. นี้
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) อย่างต่อเนื่อง แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันจากกฏระเบียบการค้าระหว่างประเทศ โดยมีการเติบโตจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และพลังงานทดแทนและรับบริหารจัดการกากอินทรีย์
โดยเฉพาะธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ คาดว่าปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น เป็น 280,000-290,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากราคายางสังเคราะห์ที่ปรับตัวสูงขึ้น จากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง ทำให้ความต้องการใช้ยางแท่งสูงขึ้นตามไปด้วย
บวกกับความต้องการของลูกค้าในประเทศและต่างประเทศทั้ง จีน อินเดีย ยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ยังคงมีมาต่อเนื่อง ทั้งยังคาดการณ์ว่า จะยังคงรักษาสัดส่วนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ได้ที่ 30-40% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 นี้ จากการที่ลูกค้าฝั่งยุโรป และประเทศอื่น ๆ ที่ยังคงมีความต้องการอยู่
ยังไม่รวมความต้องการยางแท่งมาตรฐาน EUDR ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จากการที่สหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้ EUDR ในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 นี้ โดยโครงการขยายกำลังการผลิตยางแท่งที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 นี้ จะทำให้กำลังการผลิตยางแท่งรวมของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 432,000 ตันภายในปีนี้ ซึ่งจะสอดรับกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
สำหรับวิสัยทัศน์ Empowering the Low Carbon Value Chain บริษัทฯ ได้เปิดตัวสินค้ายางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Block Rubber Carbon Neutral) ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราไทยในการยกระดับจากผู้ผลิตวัตถุดิบ สู่การเป็นผู้นำด้านวัสดุคาร์บอนต่ำสำหรับห่วงโซ่อุปทานของโลก ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าผู้ผลิตยางล้อที่ต้องการใช้วัตถุดิบที่สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับกับมาตรการ CBAM ที่เริ่มบังคับใช้แล้วในปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะสามารถรับรู้รายได้ในอนาคตอันใกล้นี้
ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีแนวโน้มผลงานดีต่อเนื่องในปี 2568 หลังจากบริษัทฯ ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิต ซ่อมบำรุงเครื่องจักร ติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ลูกใหม่ และการติดตั้งหม้อนึ่งปาล์ม (Sterilizer) เพิ่มเติม ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น และมีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอีก 50% ภายในปีนี้
รวมถึงมีแผนที่จะต่อยอดขอการรับรอง ISCC corsia ในปีนี้ หลังจากที่ได้รับการรับรอง ISCC plus และ ISCC EU มาแล้วในปีที่ผ่านมา สำหรับน้ำมันที่สกัดได้จากทะลายปาล์มเปล่าและน้ำมันน้ำเสีย เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตเชื้อเพลิงการบินชีวภาพจากน้ำมันและไขมันเหลือใช้ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์รอง (By-Product)
ด้านธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 1 เรียบร้อยแล้ว และตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ในส่วนของโครงการบ่อกากปิโตรเคมี ที่อยู่ในระหว่างทดสอบระบบ คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/69 นี้
ส่วนโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 2 คาดแล้วเสร็จ และรับรู้รายได้ภายในไตรมาส 3/69 ตามเป้าที่จะขยายความสามารถในการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์รวมเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 1,100,000 ตัน และผลิตก๊าซชีวภาพรวมเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 58,000,000 ลูกบาศก์เมตร ในปี 2570
รวมทั้งจะมีการรับรู้รายได้จากการขาย Carbon Credit ที่จะได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นด้วย พร้อมเดินหน้าโครงการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อร่วมพัฒนาโครงการ CBG/LBM และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อเป็นผู้สนับสนุนการเติบโตของ Low Carbon Value Chain ในอนาคตต่อไป
สำหรับแผนการนำบริษัทย่อย “บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ (TEBP)”เสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ปัจจุบันมีความคืบหน้าตามลำดับ คาดว่าจะสามารถนำหุ้นสามัญเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในปีนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและสร้างการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต
