HMPRO กำไร Q1/69 ร่วง 17.77% ยอดขายลดลง กำลังซื้อหด

HoonSmart.com>>”โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์” (HMPRO) เผยไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิ 1,403.97 ล้านบาท ลดลง 17.77% เศรษฐกิจชะลอตัว ความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลางดันต้นทุนพลังงานพุ่ง กระทบกำลังซื้อผู้บริโภค ขณะที่ปีก่อน Easy E-Receipt ช่วยหนุน กดรายได้รวมลดลง 8% อยู่ที่ 17,149 ล้านบาท

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรสุทธิ 1,403.97 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.11 บาท ลดลง 17.77% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 1,707.38 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.13 บาท

บริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 17,149.05 ล้านบาท ลดลง 1,505.42 ล้านบาท หรือ 8.07% โดยมีรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า ประกอบไปด้วยรายได้จากการขายสินค้าและรายได้จากการให้บริการลูกค้า (Chang HomePro) รวมจำนวน 16,041.90 ล้านบาท ลดลง 1,505.54 ล้านบาท หรือ 8.58% รายได้ค่าเช่า จำนวน 472.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.80 ล้านบาท หรือ 0.17% จากปีก่อน เป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ค่าเช่าพื้นที่เช่าในสาขาของโฮมโปรและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจได้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว

กำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าและการให้บริการลูกค้า (Chang HomePro) รวมจำนวน 4,267.77 ล้านบาท ลดลง 326.92 ล้านบาท หรือ 7.12% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้อัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขาย เพิ่มขึ้นจาก 26.18% ในปีก่อนมาอยู่ในระดับ 26.60% โดยเป็นผลมาจากการบริหารจัดการสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (Product Mix) ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้ากลุ่มที่มีอัตราการทำกำไรสูง และการผลักดันสินค้ากลุ่ม Private Brand ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากการได้รับส่วนลดทางการค้าที่ลดลง ตามปริมาณการสั่งซื้อที่บริษัทฯ ปรับลดให้สอดคล้องกับอุปสงค์ของผู้บริโภค

ภาพรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัว ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์บริเวณตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยดังกล่าวได้กระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค นอกจากนี้บริษัทฯ ต้องเผชิญกับฐานรายได้ที่สูงในปีก่อนหน้า (High Base Effect)จากมาตรการ Easy E-Receipt ในปี 2568 ที่สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการมาลดหย่อนภาษีได้ 30,000 บาท ในขณะที่ปี 2569 ไม่มีมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทฯ มีการปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์สินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็นที่เร่งตัวขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมตามปัจจัยทางฤดูกาล ส่งผลให้ยอดขายเครื่องปรับอากาศและพัดลมช่วยบรรเทาผลกระทบจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวในช่วงต้นไตรมาสได้บางส่วน โดยบริษัทฯ มีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ ตามแนวทาง Seasonal Agile Strategy และวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดเชิงรุกล่วงหน้า ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างสินค้าและสัดส่วนกำไร (Product Mix and Margin Optimization) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มที่มีอัตราการทำกำไรสูง (High Margin Products) อาทิสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ (Private Brand) ควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่มีความผันผวน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี2569 บริษัทฯ มีสาขาภายใต้การบริหารจัดการรวมทั้งสิ้น 133 สาขา ประกอบด้วย โฮมโปร 87 สาขา, โฮมโปรเอส 4 สาขา, เมกาโฮม 21 สาขา, ไฮบริดสโตร์(Hybrid Store) 14 สาขา
และโฮมโปรในประเทศมาเลเซีย 7 สาขา โดยในระหว่างไตรมาสไม่ได้มีการขยายสาขาเพิ่มเติม

ด้านหุ้น HMPRO ณ เวลา 10.18 น. อยู่ที่ 6.05 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–