
ในตอนช่วงโควิด เราต่างก็เครียดกับโควิด ตอนสงคราม เราก็กังวลกับสงคราม บางคนตุนอาหาร ของใช้จำเป็น ฯลฯ หรือไม่ก็เตรียมหาลู่ทางย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างจังหวัด เผื่อสงครามขยายมาถึงเมืองไทย ซึ่งก็น่ากังวลจริงๆ แต่จริงๆแล้ว รอบตัวเรามีความเสี่ยงตลอดเวลา เหมือนที่กล่าวกัน
ทุกเวลามีความเสี่ยง
ทุกสถานที่มีความเสี่ยง
ทุกการกระทำมีความเสี่ยง
เวลาเราจำกัด ทรัพยากรเราจำกัด เราควรใช้เวลากับทรัพยากรที่กระทบเราแน่ๆน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นความเสี่ยงที่หนีไม่พ้น
ในเรื่องความตาย คนทำงานเป็นลูกจ้าง ลำพังเงินเดือนที่ได้ก็แทบไม่พอใช้ ก็กังวลว่าตายไปลูกหลานจะเอาจากไหนมาใช้จ่าย
อย่าเพิ่งหมดหวังนะ พวกเราคนที่เป็นพนักงานกินเงินเดือน หรือลูกจ้างแบบพนักงานรายวัน เรายังมีกองทุนประกันสังคมเป็นมรดกให้ลูกได้ ตรงนี้ผู้ประกอบการบางรายยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง คิดว่าการจ้างลูกจ้างแบบเป็นพนักงานรายวันไม่ใช่รายเดือนแล้วจะไม่ต้องขึ้นทะเบียนเข้าระบบประกันสังคม ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดผู้ประกันตนมาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ในวันเข้าทำงาน และทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป
ผู้ประกันตนมาตรา 39 คือ ผู้ประกันตนที่ลาออกจากงานแต่ต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมให้ต่อเนื่องโดยสมัครใจ และมีเงื่อนไขคือ ต้องนำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และออกจากงานไม่เกิน 6 เดือน ไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคม
กรณีที่ผู้ประกันตน ม.33 ม.39 ถึงแก่ชีวิต โดยไม่ใช่เหตุที่มาจากการทำงาน และได้มีการจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนเดือนที่เสียชีวิต สิทธิที่จะได้รับมีดังนี้
1. เงินค่าทำศพ
เป็นเงินที่ทางประกันสังคมจ่ายเพื่อช่วยเหลือการจัดการศพของผู้ประกันตน เป็นจำนวน 50,000 บาท ให้กับผู้จัดการศพ
ผู้จัดการศพคือ บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ แต่หากผู้ประกันตนจะไม่ได้ระบุไว้ จะดำเนินการจ่ายให้กับผู้ที่จัดการศพจริง โดยต้องมีเอกสารระบุจากสถานที่จัดการศพ ทั้งนี้ ต้องได้จ่ายเงินสมทบอย่างน้อย 1 ใน 6 เดือนก่อนเดือนที่เสียชีวิต ซึ่งอาจเป็นบุคคลต่างๆ ดังต่อไปนี้
• บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพ และได้เป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
• สามี ภรรยา บิดา มารดา หรือบุตร ของผู้ประกันตน ซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพของผู้ประกันตน
• บุคคลอื่นที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
2. เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตน ม.33 ม.39 ถึงแก่ความตาย
เป็นเงินที่สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายให้แก่บุคคลที่ผู้ประกันตนได้ทำหนังสือระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ แต่หากผู้ประกันตนไม่ได้ทำหนังสือระบุชื่อใครไว้ สำนักงานประกันสังคมจะนำเงินสงเคราะห์นั้นมาเฉลี่ยจ่ายให้กับสามีหรือภรรยา บิดา มารดา หรือบุตรของผู้ประกันตน ในจำนวนเท่าๆ กัน โดยทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ต่อเมื่อผู้ประกันตนส่งเงินสมทบครบ 36 เดือนขึ้นไปภายใน 6 เดือนก่อนเสียชีวิต
***เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายนั้นจะจ่ายตามจำนวนและระยะเวลาที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบไว้ก่อนถึงแก่ความตาย ดังนี้
-
• หากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน หรือ 3 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 4 เดือน
-
• หากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ 120 เดือนขึ้นไป หรือ 10 ปี จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 12 เดือนขึ้นไป
ตัวอย่างเช่น
• หากผู้ประกันตน ม.33 มีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 บาท จ่ายเงินสมทบให้ประกันสังคมแล้ว 40 เดือน หากเสียชีวิต ทายาทจะได้รับประโยชน์ ดังนี้
-
1. ผู้จัดการศพจะได้รับเงินค่าทำศพ 50,000 บาท
-
2. ทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คือ 17,500 บาท (ฐานค่าจ้างสูงสุด คือ 17,500 บาท แม้ค่าจ้างเฉลี่ยจะอยู่ที่ 40,000 บาทก็ตาม) สะสม 4 เดือน เป็นเงิน 35,000 บาท มาจาก 17,500 บาท x 50% x 4 เดือน
ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 จะได้รับ 9,600 บาท มาจากฐานค่าจ้าง 4800 บาท x 50% *4 = 9,600 บาท
• หากผู้ประกันตน ม.33 มีเงินเดือนเฉลี่ย 12 เดือนสุดท้ายอยู่ที่ 40,000 บาท จ่ายเงินสมทบให้ประกันสังคมแล้ว 120 เดือน หากเสียชีวิต ทายาทจะได้รับประโยชน์ ดังนี้
-
• ผู้จัดการศพจะได้รับเงินค่าทำศพ 50,000 บาท
-
• ทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คือ 17,500 บาท (ฐานค่าจ้างสูงสุด คือ 17,500 บาท แม้ค่าจ้างเฉลี่ย 12 เดือนจะอยู่ที่ 40,000 บาทก็ตาม) สะสม 12 เดือน เป็นเงิน 105,000 บาท มาจาก 17,500 บาท x 50% x 12 เดือน
ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 จะได้รับ 28,800 บาท มาจากฐานค่าจ้าง 4,800 บาท x 50% *12 = 28,800 บาท
3. เงินบำเหน็จชราภาพ
ผลประโยชน์กรณีชราภาพประกันสังคม แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ เงินบำเหน็จชราภาพ กับเงินบำนาญชราภาพ โดยผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิ และจะได้รับสิทธิต่อเมื่อตรงตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ประกอบด้วย
1.อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
2.เป็นผู้ทุพพลภาพ
3.เสียชีวิต
มีหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน ดังนี้
กรณีบำเหน็จชราภาพ (รับเงินก้อน)
• กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบน้อยกว่า 12 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบเฉพาะในส่วนของผู้ประกันตนจ่ายให้กับประกันสังคม
• กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 180 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายให้กับประกันสังคม รวมกับส่วนของนายจ้างจ่ายสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทน ตามยอดเงินชราภาพ
กรณีบำนาญชราภาพ (รับเงินเป็นรายเดือนตลอดชีวิต)
• กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน รับเงินบำนาญชราภาพรายเดือน 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
• กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน รับเงินบำนาญชราภาพรายเดือนเพิ่ม 1.5% จากอัตรา 20% ในทุก 12 เดือน
เงื่อนไขการรับประโยชน์บำเหน็จชราภาพ
• หากผู้ประกันตนเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับบำนาญ หรือ บำเหน็จ ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพในจำนวนตามเงื่อนไขของกรณีบำเหน็จชราภาพ
• หากผู้ประกันตนเสียชีวิตหลังจากได้รับบำนาญชราภาพมาบ้างแล้ว ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ โดยมีเงื่อนไขการรับ สิทธิ ดังนี้
-
• กรณีผู้ประกันตนรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว ต่อมาเสียชีวิตภายใน 60 เดือน นับจากเดือนที่รับบำนาญ ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จ เท่ากับ จำนวนเงินบำนาญชราภาพเดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต × จำนวนเดือนที่เหลือจนครบ 60 เดือน
-
• กรณีผู้ประกันตนกลับไปเป็นผู้ประกันตนและต่อมาเสียชีวิต (ได้รับเงินบำนาญไม่เกิน 60 เดือน) ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จ เท่ากับ จำนวนเงินบำนาญชราภาพที่ได้รับก่อนกลับไปเป็นผู้ประกันตน × จำนวนเงินเดือนที่เหลือจนครบ 60 เดือน
-
• กรณีรับเงินชราภาพก่อนบังคับใช้กฎกระทรวง* แต่ยังไม่ครบ 60 เดือน ทายาทได้รับเงินบำเหน็จ เท่ากับ เดือนที่เหลือจนครบ 60 เดือน
-
• กรณีรับเงินชราภาพมาแล้วเหลือน้อยกว่า 10 เดือน ทายาทได้รับเงินบำเหน็จ เท่ากับ จำนวนเงินบำนาญชราภาพที่ได้รับเดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต × 10 เท่า
สรุป หากพวกเรามนุษย์เงินเดือนหรือพนักงานรายวัน ก็ยังมีมรดกให้ลูกหลานได้โดยสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม 3 ก้อน คือ ค่าทำศพ เงินสงเคราะห์ และบำเหน็จชราภาพ อย่าลืมบอกลูกหลานไว้นะ ไม่งั้นจะเสียประโยชน์ที่ควรได้ เพราะไม่รู้อย่างน่าเสียดาย
คำถาม ถ้าเคยส่งประกันสังคมแล้วออกมาทำธุรกิจส่วนตัว แล้วตอนนี้เสียชีวิตก่อน55สามารถเบกเงินค่าทำศพได้ไหมครับ
สิทธิประโยชน์ 3 อย่างกรณีเสียชีวิต คือ ค่าทำศพ เงินสงเคราะห์ และเงินบำเหน็จชราภาพ โดยการที่ทายาทจะได้รับเงินค่าทำศพ และ เงินสงเคราะห์มีเงื่อนไข ดังนี้
• เงินค่าทำศพ ผู้ประกันตนต้องได้จ่ายเงินสมทบอย่างน้อย 1 ใน 6 เดือนก่อนเดือนที่เสียชีวิต
• เงินสงเคราะห์ ผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบครบ 36 เดือนขึ้นไปภายใน 6 เดือนก่อนเสียชีวิต
ดังนั้น ในกรณีที่เคยส่งประกันสังคมแล้วออกมาทำธุรกิจส่วนตัว แล้วตอนนี้เสียชีวิตก่อนอายุครบ 55 ปี ทายาทสามารถจะได้เงินอะไรบ้างจากประกันสังคม ก็ขึ้นอยู่กับว่า ขาดส่ง/ออกจากงานมานานเกิน 6 เดือนแล้วหรือไม่
• ถ้าเกิน 6 เดือน ทายาทก็จะไม่ได้รับเงินค่าทำศพ และ เงินสงเคราะห์
• ถ้าไม่เกิน 6 เดือน ทายาทจะได้รับเงินค่าทำศพ แต่จะได้รับเงินสงเคราะห์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบครบ 36 เดือนขึ้นไปภายใน 6 เดือนก่อนเสียชีวิตหรือไม่ ถ้าเข้าเงื่อนไข ทายาทก็จะได้รับเงินสงเคราะห์ตามเกณฑ์ที่กำหนด
ส่วนเงินบำเหน็จชราภาพ เป็นเงินออมของผู้ประกันตนเอง จึงไม่มีเงื่อนไขใดๆในการที่ทายาทจะได้รับเงิน ทายาทสามารถไปขอรับเงินบำเหน็จชราภาพได้ทั้งหมดจากประกันสังคม
*กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565
