EA ปรับ”แนวโน้ม”อันดับเครดิตขึ้น “คงที่” สภาพคล่องดีขึ้น พอร์ตโรงไฟฟ้ามั่นคง

HoonSmart.com >> “ทริส เรทติ้ง” ปรับมุมมอง  EA เป็น “คงที่” จากเดิม “ลบ” และ “คง” เครดิตหุ้นกู้ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน รวมทั้งองค์กร ที่ระดับ BB+ มองสภาพคล่องผ่อนคลาย ครอบคลุมการใช้จ่าย 12 เดือนข้างหน้าได้ จากการขยายอายุหุ้นกู้ 12 ชุด มูลค่า 2.17 หมื่นล้านบาท ออกไปอีก 5 ปี และพอร์ตการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่มั่นคง

บริษัท ทริสเรทติ้ง ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA)  เป็น “คงที่” จากเดิม  “ลบ” พร้อมกันนี้ ทริสเรทติ้งยังคงอันดับเครดิตองค์กรและอันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทที่ระดับ “BB+”

แนวโน้มอันดับเครดิต  “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหวังของทริสฯว่า แรงกดดันต่อสภาพคล่องในระยะใกล้ของบริษัทจะผ่อนคลายลงหลังจากบริษัทประสบความสำเร็จในการขยายอายุของหุ้นกู้ส่วนใหญ่ รวมถึงการรีไฟแนนซ์และการขยายอายุเงินกู้ระยะยาวกับธนาคารหลักของบริษัท ทั้งนี้ วงเงินสำหรับการรีไฟแนนซ์ดังกล่าว ประกอบด้วยวงเงินสินเชื่อแบบผูกพันเพิ่มเติมซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านสภาพคล่องและลดความเสี่ยงจากการรีไฟแนนซ์ในระยะใกล้ได้

อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงพอร์ตการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่มั่นคงของบริษัท ซึ่งช่วยสร้างฐานกำไรที่คาดการณ์ได้ ถึงแม้ว่าแนวโน้มของผลกำไรจะค่อย ๆ ลดลงจากการหมดอายุของส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้า (Adder) ก็ตาม ทั้งนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความคาดหวังต่อการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าด้วย อย่างไรก็ตาม สถานะทางการเงินที่มีภาระหนี้สินในระดับสูงและความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์ในระยะปานกลางยังคงเป็นข้อจำกัดด้านเครดิตที่สำคัญของบริษัท

สภาพคล่องในระยะสั้นเริ่มผ่อนคลาย

การปรับแนวโน้มอันดับเครดิต สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในระยะใกล้ของบริษัทที่ผ่อนคลายลง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายอายุหุ้นกู้จำนวน 12 ชุด รวมมูลค่าประมาณ 2.17 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้ถูกยืดอายุครบกำหนดไถ่ถอนออกไปอีก 5 ปี และปรับการชำระคืนเป็นแบบทยอยชำระเงินต้น

นอกจากนี้ สถานะสภาพคล่องของบริษัทยังได้รับสนับสนุนเพิ่มเติมจากการได้รับวงเงินสินเชื่อใหม่ จำนวน 2 หมื่นล้านบาทจากธนาคารหลักของบริษัทอีกด้วย โดยบริษัทได้นำเงินจำนวนประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาทไปใช้สำหรับรีไฟแนนซ์เงินกู้ธนาคารที่มีอยู่ ซึ่งส่งผลให้ภาระการชำระคืนรายปีลดลงและยืดอายุการชำระเงินกู้ออกไปอีกประมาณ 3-6 ปี

ส่วนวงเงินที่เหลือ ประกอบด้วยวงเงินสินเชื่อแบบผูกพันเพื่อเสริมสภาพคล่องจำนวน 3 พันล้านบาท และวงเงินอีก 3 พันล้านบาท สำหรับรองรับการใช้สิทธิในการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน (Call Option)

โครงสร้างการชำระหนี้ที่ปรับปรุงใหม่นี้ได้ช่วยยกระดับสถานะในการชำระหนี้ของบริษัทอย่างมีสาระสำคัญโดยเปลี่ยนโครงสร้างหนี้จากการชำระคืนหนี้ที่กระจุกตัวสูงในช่วงแรก (Front-loaded) มาเป็นโครงสร้างที่สอดคล้องกับกระแสเงินสดจากธุรกิจโรงไฟฟ้าหลักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การลดลงของเงินต้นที่ต้องชำระในปี 2569 ถึงประมาณ 8 พันล้านบาทยังช่วยลดแรงกดดันด้านสภาพคล่องได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย ในขณะที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของธุรกิจโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวยังคงมีข้อจำกัด ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าวงเงินเสริมสภาพคล่องที่มีอยู่น่าจะเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการเงินทุนของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

แผนการออกหุ้นกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม

ทริสเรทติ้งมองว่าสถานะสภาพคล่องของบริษัทมีโอกาสที่จะปรับตัวดีขึ้นอีกจากแผนการออกหุ้นกู้ในต่างประเทศ โดยใช้โครงการหนุมานซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมเป็นหลักประกัน โดยแผนการออกหุ้นกู้ใหม่ดังกล่าวซึ่งมีมูลค่าประมาณ 350-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีอายุประมาณ 15 ปีนั้น บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะนำเงินที่ได้จากการออกไปใช้รีไฟแนนซ์เงินกู้จากสถาบันการเงินที่มีอยู่จำนวนประมาณ 7.7 พันล้านบาทซึ่งมีโครงสร้างการผ่อนชำระคืนเงินต้นที่สูง หรือมีลักษณะของการชำระคืนเงินต้นครั้งเดียวเมื่อครบกำหนด (Bullet Payment)

ทั้งนี้ หากบริษัทสามารถดำเนินการได้สำเร็จตามแผน ธุรกรรมดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเปิดโอกาสให้บริษัทมีระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการฟื้นฟูธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี การออกหุ้นกู้ต้องล่าช้าออกไปอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าธุรกรรมดังกล่าวจะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันด้านการรีไฟแนนซ์ในระยะใกล้ แต่ก็อาจแลกมาด้วยการลดภาระหนี้สินที่ช้าลงและภาระการชำระหนี้ที่สูงยิ่งขึ้นในระยะยาว

คาดว่าธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าจะค่อย ๆ ฟื้นตัว

ทริสเรทติ้ง คาดว่าการให้ความสำคัญกับการรักษากระแสเงินสดและการดำเนินงานด้วยแนวทางที่ระมัดระวังมากยิ่งขึ้นของบริษัทนั้นน่าจะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น โดยในปัจจุบันบริษัทให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูกระแสเงินสดเป็นหลักโดยมุ่งเน้นการจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่ในสต็อกควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบธุรกิจที่ใช้สินทรัพย์น้อยลง (Asset-light Model) โดยมุ่งเน้นไปที่การประกอบยานยนต์ไฟฟ้าตามคำสั่งของบุคคลที่สาม ซึ่งการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและลดความเข้มข้นของความต้องการใช้เงินลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ทริสเรทติ้งคาดว่า การดำเนินธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัทจะค่อย ๆ ฟื้นตัว อย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2569 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความเชื่อมั่นของลูกค้าที่เริ่มกลับมาภายหลังจากที่ปัญหาด้านสภาพคล่องของบริษัทเริ่มคลี่คลาย

นอกจากนี้ การกำหนดราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น และการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า อันเป็นผลจากราคาเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับสูง ก็คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวดังกล่าว

ในขณะที่คำสั่งประกอบรถโดยสารไฟฟ้าขนาดใหญ่ จำนวน 1,520 คัน จาก บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด คาดว่าจะช่วยสนับสนุนผลกำไรและกระแสเงินสดของบริษัทในปี 2570 ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี สถานะทางธุรกิจของบริษัท ยังคงถูกจำกัดจากการใช้กำลังการผลิตของโรงงานที่อยู่ในระดับต่ำและการขาดคำสั่งซื้อที่ต่อเนื่อง ในระดับที่เพียงพอสำหรับการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

ทริสเรทติ้งคาดว่า โรงงานผลิตแบตเตอรี่ของบริษัท จะยังคงหยุดดำเนินการต่อไปในอนาคตอันใกล้ ในขณะที่ต้นทุนคงที่จากโรงงานซึ่งไม่ได้ใช้งานดังกล่าว ยังกดดันความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่อไป

นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังเห็นความเสี่ยงของการบันทึกผลขาดทุนจากการตั้งด้อยค่าเพิ่มเติมในปี 2569 ซึ่งอาจเกิดจากการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มเติมและปัญหาการชำระหนี้ที่ยืดเยื้อของ บริษัท ไทย สมายล์บัส จำกัด ซึ่งอาจส่งผลให้ตัวชี้วัดด้านเครดิตของบริษัทอ่อนแอลงด้วย อย่างไรก็ดี ทริสเรทติ้งคาดว่าความรุนแรงของผลขาดทุนจากการด้อยค่าดังกล่าวน่าจะต่ำกว่าในช่วงก่อนหน้า

แรงกดดันที่มีต่อกระแสเงินสดจากการหมดอายุของส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้า

สถานะเครดิตของบริษัทยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากการค่อย ๆ ลดลงของกระแสเงินสดจากพอร์ตการลงทุนในโรงไฟฟ้าอันเป็นผลจากการหมดอายุของส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าตามกำหนดจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่พิษณุโลกซึ่งจะหมดอายุในปี 2569 และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมหาดกังหันซึ่งจะหมดอายุในปี 2570

ทั้งนี้ การหมดอายุของส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าดังกล่าวจะลดความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ที่มีอยู่และบั่นทอนฐานในการสร้างกระแสเงินสดหลักของบริษัทซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท

อย่างไรก็ตาม บริษัทกำลังพัฒนาโครงการใหม่ ๆ เพื่อที่จะรักษาฐานกระแสเงินสดในระยะยาว  ความคืบหน้าจนถึงขณะนี้
ยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยบริษัทมี 2 โครงการ ที่ได้รับการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวแล้ว ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะขนาด 9 เมกะวัตต์ในจังหวัดภูเก็ต และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 90 เมกะวัตต์ในจังหวัดมหาสารคาม

ทริสเรทติ้ง คาดว่า โครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ จะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2570 ในขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ในปี 2572

ภายใต้สมมติฐานกรณีพื้นฐาน ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA จากพอร์ตการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ลดลงของบริษัทจะได้รับการชดเชยบางส่วนจากสมมติฐานอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นและการฟื้นตัวของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าบริษัทจะมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าที่จำนวนประมาณ 2.0 พันล้านบาทในปี 2569 ซึ่งโดยรวมแล้วทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA (รวมผลขาดทุนจากการด้อยค่า) ของบริษัทจะอยู่ที่จำนวนประมาณ 4.5 พันล้านบาทในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.7 พันล้านบาทในปี 2570 ก่อนจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 5.7 พันล้านบาทในปี 2571

ข้อจำกัดจากความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์

สถานะเครดิตของบริษัทยังคงถูกจำกัดจากความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์ในระยะปานกลางซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่ค่อนข้างตึงตัวเมื่อเทียบกับภาระหนี้สินที่ยังมีการผ่อนชำระคืนเงินต้นจำนวนมากหรือต้องชำระคืนเงินต้นครั้งเดียวเมื่อครบกำหนด ซึ่งกรณีนี้รวมถึงหุ้นกู้ EA297A และ EA298A ที่ยังคงค้างอยู่ด้วย อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันทริสเรทติ้งประเมินว่าความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์ของบริษัทยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยความเสี่ยงดังกล่าวอาจเพิ่มสูงขึ้นหากการเข้าถึงตลาดทุนยังมีจำกัดอย่างต่อเนื่องหรือหากการฟื้นตัวของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

ภาระหนี้สินอยู่ในระดับสูง

บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจโดยมีสัดส่วนของภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูงซึ่งถือเป็นปัจจัยลบที่สำคัญในการประเมินของทริสเรทติ้ง การยืดอายุการชำระคืนหนี้ของบริษัทส่งผลทำให้แผนการลดภาระหนี้สิน (Deleveraging) ใช้ระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นซึ่งจะส่งผลให้การฟื้นตัวของอัตราส่วนด้านเครดิตช้าลง นอกจากนี้ การลงทุนตามแผนของบริษัทสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ ก็คาดว่าจะยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของงบการเงินในระยะปานกลางอีกด้วย

ภายใต้สมมติฐานกรณีพื้นฐาน ทริสเรทติ้งประมาณการว่าการลงทุนของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2.1-2.7 พันล้านบาทต่อปีโดยส่วนใหญ่จะใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะและโรงไฟฟ้าพลังงานลม ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าเงินลงทุนในช่วงการก่อสร้างจะได้รับการสนับสนุนจากผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นหลักซึ่งมีแนวโน้มจะได้รับการรีไฟแนนซ์เป็นเงินกู้โครงการเมื่อโครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ด้วยเหตุดังกล่าว ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 6.0-9.0 เท่าในช่วงปี 2569-2571

สภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอ

ทริสเรทติ้งประเมินว่า สภาพคล่องของบริษัทอยู่ในระดับที่เพียงพอ โดยคาดว่าแหล่งที่มาของเงินทุนจะสามารถครอบคลุมการใช้จ่ายเงินทุนในช่วง 12 เดือนข้างหน้าได้

ทั้งนี้ แหล่งที่มาของสภาพคล่องหลัก ๆ ประกอบด้วย เงินสดในมือจำนวนประมาณ 915 ล้านบาท เงินทุนจากการดำเนินงาน (ไม่รวมผลขาดทุนจากการด้อยค่า) จำนวนประมาณ 4.4 พันล้านบาท และวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกประมาณ 2.4 พันล้านบาท

แหล่งเงินดังกล่าวคาดว่า จะเพียงพอสำหรับการชำระคืนหนี้ตามกำหนด ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 6.36 พันล้านบาท ในขณะที่เงินลงทุนหลักสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะจำนวนประมาณ 1.5 พันล้านบาทนั้น คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากผู้รับเหมาก่อสร้าง

โครงสร้างหนี้

ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีหนี้สินทางการเงินรวมซึ่งไม่รวมหนี้สินจากสัญญาเช่าทางการเงินคิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 4.76 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนประมาณ 2.14 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนอยู่ที่ระดับ 45% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 50% ที่ทริสเรทติ้งใช้ในการพิจารณาปรับลดอันดับเครดิตตราสารหนี้

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

สมมติฐานที่สำคัญ ๆ ในการคาดการณ์กรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งในช่วงระหว่างปี 2569-2571 มีดังต่อไปนี้
ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตคาดว่าจะอยู่ในช่วง 1,400-1,450 ล้านหน่วยต่อปี

รายได้จะอยู่ที่จำนวน 1.25 หมื่นล้านบาท ในปี 2569 จำนวน 1.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และจำนวน 1.1 หมื่นล้านบาทในปี 257