“ออร์บิกซ์ กรุ๊ป”เข้าสู่วงโคจรธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ส่ง 6 บริษัทเร่งธุรกรรม-ดัน AUC แตะ 3 หมื่นล้านบ.

HoonSmart.com>>ออร์บิกซ์ กรุ๊ป เครือธนาคารกสิกรไทย ประกาศปี’69 ปีแห่งการเติบโต ส่ง 6 บริษัทย่อยเข้าสู่วงโคจรธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลครบวงจร เร่งขยายธุรกรรมเต็มกำลัง รุก RWA Tokenization-Single KYC -Programmable Finance จับมือพันธมิตรระดับโลก พัฒนานวัตกรรมการเงินใหม่ ครอบคลุม Q Wallet- Stablecoin Yield -กองทุน “X-Series” เตรียมส่ง “MTS Gold Investment Token” ระดมทุนมูลค่า 2,000 ล้านบาท ไตรมาส 3 กินรวบคัสโตเดียน คาด AUC แตะ 3 หมื่นล้านบาท บุกแพลตฟอร์ม ESG ไฟ-คาร์บอน-เรียนออนไลน์ หนุนระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล

ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธาน ออร์บิกซ์ กรุ๊ป หรือ Orbix Group ในเครือธนาคารกสิกรไทย  เปิดเผยกลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หลังจากวางรากฐานธุรกิจ “Orbix Ecosystem” สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่ครบวงจรและมีความปลอดภัยสูงแล้วเสร็จเมื่อปีที่แล้ว  ครอบคลุม 6 ธุรกิจหลัก ภายใต้ 6 บริษัท

Orbix Trading ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่เน้นความสะดวกในการเข้าถึงและลงทุน

Orbix Invest บริการจัดการเงินทุน โดยผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่คัดเลือกสินทรัพย์และจัดสรรกลยุทธ์การลงทุน คล้ายการลงทุนในกองทุนรวม เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

Orbix Custodian บริการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่เน้นความโปร่งใสและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แยกสินทรัพย์ลูกค้าออกจากส่วนของผู้ให้บริการอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทยที่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากสำนักงาน ก.ล.ต.

Orbix Technology บริษัทด้านเทคโนโลยีผู้พัฒนา Quarix Blockchain ซึ่งเป็นบล็อกเชนส่วนตัวที่เน้นความปลอดภัยด้วยการกำหนดให้ผู้ใช้งานต้องยืนยันตัวตน (KYC) ก่อนใช้งาน

Orbix Money ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Money) บนบล็อกเชนเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทย ช่วยให้การทำธุรกรรมมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้จริง

kubix ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล หรือ ICO Portal

ปี 2569 ถือเป็นปีที่ก้าวเข้าสู่เฟสของการขยายตัวอย่างเต็มรูปแบบ

มุ่งสู่การสร้างการเติบโตในวงกว้าง โดยการดำเนินงานดังกล่าวอยู่ภายใต้การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด มีการหารือและดำเนินการขออนุญาตตามหลักเกณฑ์ก่อนเปิดให้บริการจริง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบริการเป็นไปอย่างโปร่งใส ปลอดภัย และสอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลให้สามารถรองรับการใช้งานในระดับประเทศและภูมิภาค โดยจะมุ่งไปใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

1.ขยายการแปลงสินทรัพย์จริงสู่รูปแบบดิจิทัล (Expand RWA Tokenization) : ขยายการแปลงสินทรัพย์จริงสู่โทเคนดิจิทัล ครอบคลุมพันธบัตร กองทุนรวม และสินทรัพย์ทางเลือก เช่น Crypto ETF, Tokenized Bond, Tokenized Mutual Fund และ คาร์บอนเครดิต โดยใช้ศักยภาพของบล็อกเชนที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสภาพคล่อง

2.ขยายฐานผู้ใช้งานในวงกว้าง (Acquire Mass Customer) : ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานผ่านระบบยืนยันตัวตนครั้งเดียว (Single KYC) และแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องไร้รอยต่อ และเพิ่มสภาพคล่องในตลาด เจาะกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย และการดำเนินงานที่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย (Compliance)

3.ยกระดับบริการสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับนักลงทุนสถาบัน (Institutional-grade Digital Asset Services) : เสริมศักยภาพบริการระดับสถาบัน ทั้งด้านการจัดการกองทุนและการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง

“ออร์บิกซ์เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่ได้รับ ISO ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและไซเบอร์ซีเคียวริตี้ พร้อมทั้งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มข้นทั้งจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำให้มีความปลอดภัยเทียบเท่าระดับธนาคาร”ดร.กรินทร์ กล่าว

4.Programmable Finance เดินหน้าพัฒนาการเงินบนบล็อกเชนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการเป็นผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Money) บนบล็อกเชนเจ้าแรกในไทย และการเข้าร่วมโครงการทดสอบนวัตกรรมทางการเงิน (Sandbox) ของ ธปท. ในส่วนของ Programmable Money รวมถึงการพัฒนา Tokenized Deposit เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของรูปแบบเงินแห่งอนาคต

“ด้วยระบบ และเป้าหมายข้างต้น ออร์บิกซ์ เชื่อว่า จะช่วยขับเคลื่อนให้สินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า”ดร.กรินทร์ กล่าว

ผนึกพันธมิตรพัฒนานวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ๆ

ดร.กรินทร์ กล่าวว่า ​ในส่วนของบริการชำระเงินผ่าน Q Wallet ได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง JP Morgan และ Stratex จากสิงคโปร์ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันผู้ใช้งานสามารถใช้แอป Q Wallet สแกนจ่ายเงินผ่าน QR Code ในสิงคโปร์ได้แล้ว โดยจุดเด่นคือร้านค้าในสิงคโปร์จะได้รับเงินทันทีในสกุลเงินท้องถิ่นด้วยค่าธรรมเนียมเหลือเพียง 0.5% ต่ำกว่าระบบบัตรเครดิตทั่วไป ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ร้านค้าต่างชาติยินดีรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยก็ได้รับเรทค่าเงินที่ดีและไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง ทางกลุ่มเตรียมขยายบริการนี้รองรับนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่มาเยือนไทยในอนาคตอันใกล้ด้วย

หลังจากสร้างปรากฏการณ์เป็นผู้ประกอบการรายแรกในไทยที่ประสบความสำเร็จในการออก “โทเคไนซ์คาร์บอนเครดิต” (Tokenized Carbon Credit) ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ล่าสุด เตรียมขยายผลสู่การเชื่อมโยงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emission) ของลูกค้าเข้ากับระบบบล็อกเชนโดยตรง ซึ่งเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความโปร่งใส และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ

จับมือกับ Tether (USDT) เพื่อเน้นย้ำถึง “Use Case” ที่แท้จริงของสินทรัพย์ดิจิทัล ว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าแค่การเก็งกำไรในตลาดที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง เพื่อปรับภาพลักษณ์สินทรัพย์ดิจิทัล จากการเก็งกำไรสู่ Utility สร้างความตระหนักให้นักลงทุนรายย่อยและนักศึกษา ที่ยังมองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเพียง “การเก็งกำไร” หรือเปรียบเทียบกับการสะสมวัตถุมงคล ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมากในการให้ความรู้กับตลาด

ด้านการลงทุน บริษัท Orbit Invest ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Coinbase เดินหน้าพัฒนากลยุทธ์การลงทุนใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับสินทรัพย์ที่ปกติอาจไม่มีดอกเบี้ย โดยในระยะแรกสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 2.75% จากการถือครอง Stablecoin

​ขณะนี้ อยู่ระหว่างเตรียมพัฒนาโมเดลการลงทุนแบบผสมผสาน ที่ให้นักลงทุนสามารถจัดพอร์ตระหว่าง Bitcoin และ Stablecoin โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพเป็นผู้ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ เพื่อสร้างทางเลือกในการรับผลตอบแทนที่เสถียรและตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น ภายใต้กองทุนใหม่ในซีรีส์ “X-Series” ซึ่งเป็นกอง Asset Allocation คล้ายกับกอง Value Plus ของ K-Asset โดยจะผสมผสานสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับสเตเบิลคอยน์ที่ให้ผลตอบแทนคล้ายตราสารหนี้ เพื่อใช้เป็นฐานเงินทุนในการซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเมื่อราคาปรับตัวลง และขายบางส่วนเมื่อราคาขึ้นสูง โดยมีผู้จัดการกองทุนปรับสัดส่วนให้อัตโนมัติ

ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ผ่านมาสูงกว่าตลาดหุ้น แม้เพิ่งมีการขาดทุนบ้างในระยะสั้น

ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการหารือกับ ก.ล.ต. เพื่อขออนุญาตเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ปักธง AUC 3 หมื่นล้านบ.

ดร.กรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นธุรกิจที่เติบโตมากกว่าธุรกิจอื่นๆ ท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัยในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ปัญหาใหญ่คือผู้ลงทุนไม่ทราบว่าทรัพย์สินที่ฝากไว้กับกระดานเทรด (Exchange) ต่างๆ ถูกนำไปฝากต่อไว้กับผู้ดูแลทรัพย์สิน (Custodian) รายใดในโลก ซึ่งหากผู้ดูแลเหล่านั้นเกิดปัญหา ทรัพย์สินของผู้ลงทุนย่อมได้รับผลกระทบ

เป็นโอกาสของ Orbix Custodian ในการเข้ามาปิดความเสี่ยงนี้โดยการเป็นเอนทิตี้กลางในประเทศที่ได้รับการกำกับดูแลและตรวจสอบโดยสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้กับระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย

คาดว่า ภายในสิ้นปี 2569 จะมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (Assets Under Custody: AUC) อยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท

ปัจจุบัน เป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในตลาดที่ถือใบอนุญาตนี้ ทำให้กลายเป็นพันธมิตรหลักของผู้ประกอบการทุกเจ้าที่ต้องการรุกตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพราะธุรกิจคัสโตเดียนเปรียบเสมือน “จิ๊กซอว์” สำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกธุรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการออก ETF, การทำ Tokenize Bond หรือการ Tokenize Fund

​”เราเป็นรายแรกและรายเดียวที่มีไลเซนส์คัสโตเดียนมาตั้งแต่ปี 2018 แม้ในช่วงแรกจะยังไม่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่ปัจจุบันภาพตลาดเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกโครงการที่ต้องพึ่งพาระบบบล็อกเชนต่างต้องใช้บริการคัสโตเดียนของเรา ซึ่งถือเป็นแต้มต่อสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป หลังจากที่เกณฑ์ของ ก.ล.ต. มีความพร้อมและชัดเจนขึ้น”ดร.กรินทร์ กล่าว

ส่ง”MTS Gold Investment Token” ระดมทุน Q3

​ขณะที่บริษัท Kubix ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล หรือ ICO Portal เตรียมเปิดตัว “MTS Gold Investment Token” นวัตกรรมการลงทุนในทองคำรูปแบบใหม่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มูลค่าการระดมทุน 2,000 ล้านบาท คาดพร้อมเสนอขายได้ในช่วงต้นไตรมาส 3 นี้

การลงทุนใน Gold Investment Token ครั้งนี้ แตกต่างจากการซื้อทองคำแท่งหรือทองคำดิจิทัลทั่วไปที่เน้นเพียงเก็งกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain)

ผู้ถือโทเคนนี้ จะมีสถานะเสมือนเป็น “เจ้าของ Inventory” ร่วมกับร้านทองแม่ทองสุก ซึ่งทองคำที่ถูกนำมาลงทุนจะถูกนำไปหมุนเวียนในธุรกิจที่มีการซื้อขายและสร้างค่าธรรมเนียมจริงในทุกๆ วัน

​จุดเด่น อยู่ที่การการันตีผลตอบแทนคงที่ (Fixed Return) ปีละ 3% จากผู้ออกโทเคน (Issuer) คือ ร้านทองแม่ทองสุก

เมื่อครบกำหนดสัญญา 3 ปี หากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ผู้ลงทุนจะได้รับส่วนต่างราคาเพิ่มเติม แต่หากราคาทองคำปรับตัวลดลง ผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนโดยไม่ขาดทุน

หัวใจสำคัญคือ “อัตราการหมุนเวียนของสต็อกทอง” (Inventory Turnover) ที่รวดเร็วทำให้ความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาทองคำมีเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ต่อรอบธุรกรรม รวมกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแม่ทองสุก จะช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาทองคำได้ดีกว่าการถือครองทองคำไว้เฉยๆ ทำให้สามารถสร้างกระแสรายได้มาจ่ายคืนเป็นผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนได้จริงตามที่สัญญาไว้ได้

ล็อคเสี่ยงด้วย”จำกัดธุรกรรม-Call Sponsor”

ในฐานะที่เป็น ICO Portal ได้เตรียมกลไกป้องกันความเสี่ยงในการลงทุน “MTS Gold Investment Token” ด้วยการป้องปราม 2 ชั้น

1.การจำกัดธุรกรรมของผู้ออกโทเคน (Issuer) โดยห้ามนำโทเคนไปกู้ยืมเงินจากธนาคาร, ห้ามปล่อยกู้ให้กับบริษัทในเครือ, ห้ามจ่ายเงินปันผล และห้ามลดทุน เพื่อป้องกันการรั่วไหลของสินทรัพย์ภายใน

2.ระบบ Call Sponsor Support ในกรณีที่มูลค่าสินทรัพย์ของแม่ทองสุกที่อยู่ใน Issuer ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ทางบริษัทฯจะใช้มาตรการ “Call Sponsor” เพื่อเรียกให้ทางกลุ่มผู้สนับสนุน (Corporate Sponsor) เติมเงินเข้ามาเพื่อรักษาฐานขั้นต่ำของสินทรัพย์ให้คงอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท โดยมีการตรวจสอบ (Monitor) สม่ำเสมอตามเกณฑ์ ก.ล.ต.

​ช่วยลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุนและช่วยรักษาความมั่นคงของ Gold Investment Token ให้เป็นไปตามกลไกที่ได้ให้สัญญาไว้กับนักลงทุน

ขยายแพลตฟอร์ม ESG ช่วยรายเล็ก

นอกจากนี้ ในด้านกรีน บริษัทได้พัฒนานวัตกรรมหลายด้านเพื่อช่วยให้ลูกค้าเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืน โดยหนึ่งในโซลูชันคือการรวมกลุ่มผู้ติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อขึ้นทะเบียน Renewable Energy Certificate (REC) แทนการขึ้นทะเบียนรายบุคคลที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 30,000 บาท ซึ่งไม่คุ้มกับผลตอบแทนเพียงปีละ 2,000 บาท

บริษัทจึงทำการลงทะเบียนแบบกลุ่มและนำ REC ไปขาย จากนั้นนำเงินที่ได้กลับมาจัดสรรให้ผู้เข้าร่วมตามสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า ถือเป็นการสร้างรายได้เสริมของผู้เข้าร่วม

อีกนวัตกรรมคือ “SkillCamp” แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ E-learning หลายเจ้า และร่วมออกแบบหลักสูตรกับบริษัทใหญ่ เพื่อให้ผู้เรียนมั่นใจว่าหลังเรียนจบจะมีโอกาสได้งานและเพิ่มรายได้ โดยมุ่งแก้ปัญหาหนี้เสียของลูกค้าด้วยการเพิ่มศักยภาพและรายได้ ไม่ใช่เพียงการปล่อยสินเชื่ออย่างเดียว

นอกจากนี้ยังมีโครงการ “ConcieRUs” ที่เปิดตัวในภูเก็ตเพื่อช่วยโรงแรมขนาดเล็กทำ Digital Transformation เช่น การใช้ Dynamic Pricing Tool และระบบจัดการโรงแรมแบบครบวงจร บริษัททำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อผู้ให้บริการดิจิทัลกว่า 20 ราย เพื่อให้โรงแรมสามารถเพิ่มรายได้และลดต้นทุนโดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด

ในส่วนของแพลตฟอร์มคาร์บอน บริษัทได้เปิดบริการ Carbon Accounting ออนไลน์ เพื่อช่วยองค์กรบันทึกและรายงานการปล่อยคาร์บอนอย่างถูกต้องภายใน 40–45 วัน แตกต่างจากระบบทั่วไปที่เป็นเพียงซอฟต์แวร์ดาวน์โหลด แต่ใช้งานยาก โดยบริษัทฯมีทีมงานเข้าไปสอนและออนบอร์ดให้ลูกค้าใช้งานได้จริง ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 100 ราย

ในส่วนของ ออร์บิกซ์ กรุ๊ป จะได้ค่าธรรมเนียมจากกาให้บริการ

ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทาง ESG ที่บริษัทพยายามสร้าง ไม่ใช่เพียงการปล่อยสินเชื่อ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้ลูกค้าเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และมีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสุดท้ายจะช่วยลดความเสี่ยงหนี้เสียและสร้างผลประกอบการที่มั่นคงให้กับบริษัท

รายงานโดย วารุณี อินวันนา