
โดย…สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
อย่างที่กล่าวไปแล้ว “การถูกเลิกจ้าง” ให้ประโยชน์ด้านการเงินมากกว่า “การลาออกเอง” ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “เงินทดแทนระหว่างการว่างงาน” จากประกันสังคมที่ได้มากกว่า หรือ สิทธิในการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินค่าชดเชยที่นายจ้างจ่ายให้ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่เกินเงินเดือน 400 วันสุดท้ายและต้องไม่เกิน 600,000 บาท
แต่ “การถูกเลิกจ้าง” ไม่ใช่เรื่องที่เราตัดสินใจได้เอง แต่เป็นนายจ้างเป็นคนที่มีสิทธิตัดสินใจ เราตัดสินใจได้แค่ “การลาออกเอง” ทำยังไงดี อยาก “ออก” แต่นายจ้างไม่ “เลิกจ้าง” ซักที แล้วอย่างนี้ได้มั๊ย ลาออกเองซะเลย แล้วไปแจ้งประกันสังคม กับ สรรพากร ว่า “ถูกเลิกจ้าง” เพื่อขอรับเงินทดแทนเยอะๆ และ ขอยกเว้นภาษีเงินได้
คำตอบคือ “อย่าหาทำ ผลเสียหายเยอะมาก จนต้องร้องขอชีวิต”
กรณีประกันสังคม
เพราะโดยปกติแล้ว สำนักงานประกันสังคมจะทราบสาเหตุการออกจากงานผ่าน การแจ้งชื่อพนักงานออกจากงาน (สปส. 6-09) ซึ่งเป็นหน้าที่ของ “นายจ้าง” ที่ต้องดำเนินการภายใน 15 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างลาออกหรือเลิกจ้างครับ
กระบวนการตรวจสอบมีขั้นตอนสำคัญดังนี้ครับ:
1. การระบุรหัสสาเหตุการออกจากงาน
เมื่อนายจ้างทำเรื่องแจ้งออกในระบบ e-Service ของประกันสังคม นายจ้างจะต้องเลือก “รหัสเหตุการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน” ให้ตรงกับความเป็นจริง เช่น:
-
•รหัสการลาออก: ลูกจ้างสมัครใจลาออกเอง
-
•รหัสการเลิกจ้าง: นายจ้างให้ออกโดยไม่มีความผิด (เช่น ยุบตำแหน่ง, ลดคน)
-
•รหัสการไล่ออก/ให้ออกเนื่องจากกระทำความผิด: เช่น ทุจริต หรือละทิ้งหน้าที่
2. ข้อมูลจากฝั่งลูกจ้าง (การขึ้นทะเบียนว่างงาน)
เมื่อลูกจ้างไปรายงานตัวว่างงานที่กรมการจัดหางาน (ผ่านระบบออนไลน์) ลูกจ้างจะต้องระบุสาเหตุการออกจากงานเช่นกัน หากข้อมูลฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง “ตรงกัน” ระบบจะอนุมัติเงินชดเชยตามเงื่อนไขทันทีครับ
3. กรณีข้อมูลไม่ตรงกัน (ข้อพิพาท)
หากนายจ้างแจ้งว่า “ลาออกเอง” แต่ลูกจ้างยืนยันว่า “ถูกเลิกจ้าง” เพื่อหวังเงินชดเชยที่สูงกว่า (60% vs 30% ของค่าจ้าง) จะเกิดกระบวนการตรวจสอบดังนี้:
-
•เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ: ประกันสังคมจะขอหลักฐานเพิ่มเติม เช่น หนังสือเลิกจ้าง หรือใบลาออกที่มีลายเซ็นลูกจ้าง
-
• การร้องเรียน : ลูกจ้างสามารถยื่นเรื่องที่ “สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน” เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากมีการฟ้องร้องและศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นเลิกจ้าง ประกันสังคมจะยึดตามคำสั่งศาลและจ่ายเงินชดเชยย้อนหลังให้ครับ
สรุปสั้นๆ : ประกันสังคมรู้จาก “แบบฟอร์มแจ้งออกที่นายจ้างส่ง” เป็นหลักครับ แต่ถ้าเราเห็นว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง เราสามารถนำหลักฐานไปโต้แย้งเพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเองได้ครับ
กรณีสรรพากร
อย่าประมาทสรรพากรเด็ดขาด เขามีข้อมูลมากกว่าที่เราคิดไว้เยอะ สรรพากรมีกลไกในการตรวจสอบข้อมูลรายได้จากการเลิกจ้างผ่านช่องทางหลัก ๆ เหมือนกัน ดังนี้ครับ
1. การนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย (แบบ ภ.ง.ด.1 หรือ ภ.ง.ด.1ก)
เมื่อบริษัทจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน หรือเงินได้ก้อนสุดท้ายก่อนออกจากงาน บริษัทมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งสรรพากร โดยในแบบฟอร์มที่บริษัทส่งรายเดือนหรือรายปี จะมีการระบุ รหัสประเภทเงินได้ ที่ชัดเจนว่าเป็นการจ่ายเนื่องจากการเลิกจ้าง ซึ่งข้อมูลนี้จะวิ่งเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของสรรพากรทันที
2. ข้อมูลจากระบบประกันสังคม
สรรพากรและสำนักงานประกันสังคมมีการเชื่อมโยงข้อมูลกัน เมื่อเราถูกเลิกจ้าง นายจ้างจะต้องแจ้งสถานะการออกจากงานไปที่ประกันสังคมภายใน 30 วัน โดยต้องระบุรหัสสาเหตุการออกจากงาน:
-
• ลาออกเอง : รหัส 01
-
• เลิกจ้าง : รหัส 02 หากเราแจ้งสรรพากรว่าถูกเลิกจ้างเพื่อขอใช้สิทธิยกเว้นภาษี (600,000 บาทแรก) แต่ข้อมูลในระบบประกันสังคมระบุว่าเป็นการลาออก ข้อมูลจะไม่ตรงกันทันทีและระบบจะทำการ Flag เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมครับ
โดยนายจ้างจะระบุสาเหตุว่าเป็นการ “เลิกจ้าง” เพื่อให้ลูกจ้างไปใช้สิทธิรับเงินทดแทนกรณีว่างงาน ข้อมูลส่วนนี้จึงเป็นหลักฐานยืนยันสถานะที่สรรพากรจะตรวจสอบยันกันได้
3. การยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด.90/91)
เวลาที่เรายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปี หากเรามีการนำเงินชดเชยกรณีเลิกจ้างมาคำนวณภาษี (ซึ่งได้รับสิทธิยกเว้นภาษีในส่วน 600,000 บาทแรกสำหรับเงินชดเชยตามกฎหมาย) เราจะต้องแนบใบ 50 ทวิ (หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย) ซึ่งในใบนั้นจะระบุชัดเจนว่าเป็น “ค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง”
4. ข้อมูลจากฝั่งนายจ้าง (ภ.ง.ด.1ก)
นายจ้างมีหน้าที่ส่งรายงานสรุปการจ่ายเงินได้ทั้งปีให้สรรพากร ซึ่งจะระบุรายละเอียดว่าพนักงานคนไหนออกด้วยสาเหตุอะไร และจ่ายเงินประเภทไหนบ้าง ข้อมูลจากฝั่งนายจ้างจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับแบบภาษีที่เรายื่นครับ
5. ระบบ e-Withholding Tax
ปัจจุบันหลายบริษัทใช้ระบบการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะระบุรายละเอียดธุรกรรมการโอนเงินและประเภทเงินได้แบบ Real-time ทำให้สรรพากรเห็นความเคลื่อนไหวของเงินได้แทบจะทันทีที่มีการจ่ายเงินครับ
ข้อควรทราบ: มีหลายกรณีที่เราลาออกเอง อย่างเช่น สมัครใจลาออกก่อนเกษียณ (Early retire) โดยที่ได้รับ “เงินชดเชย” หนึ่งก้อนซึ่งคำนวณตามอายุงานในช่วงเวลาที่อยู่ในองค์กรนั้น ๆ หลายคนสับสนว่า “เงินชดเชย” ส่วนนี้จะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย แต่ความจริง คือ เรา “สมัครใจ” ลาออกเอง เงินที่ได้มาก้อนนี้จึงไม่เข้าเงื่อนไข ค่าชดเชยที่ได้รับตามกฎหมายแรงงานที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี 600,000 บาท แต่ก็ไม่ใช่จะไม่ได้รับประโยชน์ทางภาษีเลยทีเดียว หากเรามีอายุงานต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปีกับนายจ้าง เงินก้อนนี้จะได้รับสิทธิแยกคำนวณภาษี ตามหลักการคำนวณภาษี “เงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน” ซึ่งจะทำให้มีภาระภาษีน้อยกว่าการนำมารวมคำนวณกับเงินเดือน
แล้วถ้าเสี่ยงยื่นสรรพากรว่า “ถูกเลิกจ้าง” ทั้งที่ “ลาออกเอง” เผื่อสรรพากรตรวจไม่เจอ จะมีข้อเสียอะไรบ้าง
ขอแนะนำ “อย่าหาทำ” หากสรรพากรตรวจพบว่ามีการแจ้งข้อมูลเท็จเพื่อเลี่ยงภาษี จะมีผลตามมาดังนี้ครับ:
-
• เรียกเก็บภาษีย้อนหลัง: เราต้องจ่ายภาษีในส่วนที่ขาดไปทั้งหมด
-
• เงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย): จ่ายเพิ่ม 1.5\% ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ค้างจ่าย (นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดกดยื่นภาษี)
-
• เบี้ยปรับ: อาจโดนค่าปรับ 1 ถึง 2 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
-
• โทษทางอาญา: การเจตนาแจ้งข้อความเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท
สรุป : ระบบดิจิทัลของสรรพากรในปัจจุบันเชื่อมโยงข้อมูลกันเกือบทั้งหมด การแจ้งสถานะไม่ตรงความจริงจึงทำได้ยากและไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงครับ หากเป็นการลาออกเอง ควรยื่นตามประเภทเงินได้ปกติจะปลอดภัยที่สุดครับ
อ่านบทความอื่นๆ

