ดาวโจนส์ปิดบวก 275 จุด อิสราเอลตกลงเจรจากับเลบานอน

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้ง 3 ดัชนีหลักปิดบวก ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 275 จุด จากช่วงแรงลดลง นักลงทุนยังเชื่อการหยุดยิงจะดำเนินต่อไปได้ หลังอิสราเอลตกลงจะเจรจาเลบานอน “ราคาน้ำมัน” ปรับเพิ่มขึ้น ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบเล็กน้อย

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 9 เมษายน 2569 ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องในบรรดานักลงทุนว่า การหยุดยิงชั่วคราวสองสัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อาจจะสามารถดำเนินต่อไปได้ หลังอิสราเอลตกลงที่จะเจรจากับเลบานอน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,185.80 จุด เพิ่มขึ้น 275.88 จุด, +0.58%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,824.66 จุด เพิ่มขึ้น 41.85 จุด, +0.62%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,822.42 จุด เพิ่มขึ้น 187.42 จุด, +0.83%

ในช่วงแรกตลาดร่วงลงและราคาน้ำมันดิบก็ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ขณะที่โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า การโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวได้โทรศัพท์ถึงเนทันยาฮูเมื่อวันพุธ โดยขอให้อิสราเอลลดการโจมตีเลบานอนลง แม้ว่าอิสราเอลจะระบุว่า “ไม่มีการหยุดยิงในเลบานอน”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวกับ NBC News ว่าเขา “มีมุมมองในแง่ดีมาก” เกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน ก่อนการเจรจาที่กำหนดจะเริ่มในวันศุกร์ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ซึ่งคาดว่ารองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ จะเป็นผู้นำคณะผู้แทนสหรัฐฯ ส่วนคณะเจรจาของอิหร่านได้แก่ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน และโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน

ตลาดฟื้นตัวกลับมาในการซื้อขายช่วงบ่าย หลังนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลออกแถลงการณ์เห็นชอบกับการเจรจากับเลบานอน ซึ่งจุดประกายความหวังที่จะคลี่คลายประเด็นสำคัญที่เป็นอุปสรรคของข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) เพิ่มขึ้นมากกว่า 3% เหนือ 100 ดอลลาร์ก่อนอ่อนตัวลงมาปิดที่ 97.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% ปิดที่ 95.92 ดอลลาร์

การฟื้นตัวนำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ หุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ฟื้นตัวจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้งได้อย่างเต็มที่ โดยปรับตัวขึ้นรวมกัน 12% จากจุดต่ำสุด

ดัชนีตลาดโดยรวมยังได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้น 2.6% ของหุ้น Meta Platforms

หลังจากที่บริษัทเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ใหม่ กลุ่มหุ้น defensive ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้น Walmart ปรับตัวขึ้นพร้อมกับหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค เช่น American Electric Power

หุ้น Amazon พุ่งขึ้น 5.6% ทำให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีเป็นบวก โดยมีผลการดำเนินงานเป็นรองเพียง Google ในกลุ่มบริษัทชั้นนำ 7 อันดับแรก (Mag 7) ซีอีโอของ Amazon ได้ออกจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับ

การพัฒนาชิป AI และความชัดเจนของผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มากยิ่งขึ้น

หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ร่วงลง 2.2% แต่หุ้นกลุ่มชิปปรับตัวขึ้น 2.1%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ ได้แก่ ล่าสุด ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วน ( Personal Consumption Expenditures:PCE) เดือนกุมภาพันธ์ จากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่ง ปรับตัวขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่ดัชนี PCEพื้นฐาน (Core PCE) เพิ่มขึ้น 3% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เช่นกัน

กระทรวงพาณิชย์ รายงานประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน ประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4 ปี 2025 ว่า ขยายตัวเพียง 0.5% ต่ำกว่า 1.4% ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และ 0.7% ครั้งที่ 2 กระทรวงแรงงานรายงานจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 16,000 ราย เป็น 219,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่า 210,000 รายที่นักวิเคราะห์คาด

นักลงทุนจับตาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่มีกำหนดเผยแพร่ในวันนี้ ได้แก่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และยอดสั่งซื้อภาคโรงงาน

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบเล็กน้อย ซึ่งเป็นการพักตัวหลังจากที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าสี่ปี เนื่องจากนักลงทุนเริ่มระมัดระวังเกี่ยวกับความยั่งยืนของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เปราะบาง และผลกระทบต่อราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 612.59 จุด ลดลง 0.91 จุด, -0.15%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,603.48 จุด ลดลง 5.40 จุด, -0.05%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,245.80 จุด ลดลง 18.07 จุด, -0.22%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 23,806.99 จุด ลดลง 273.64 จุด, -1.14%

ตลาดหุ้นยุโรปพุ่งขึ้นในวันพุธ จากข่าวการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความหวังว่าการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ อาจกลับมาดำเนินการตามปกติได้ในไม่ช้า

มุมมองทางบวกหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่ออิสราเอลยังคงปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนในวันพุธ ทำให้อิหร่านออกมาเตือนว่าจะเป็นเรื่อง “ไม่สมเหตุสมผล” ที่จะดำเนินการเจรจาสันติภาพถาวรภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เตือนว่าอาจเกิดการสู้รบที่รุนแรงขึ้นหากเตหะรานไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง

ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยลดลง 0.6% หุ้น Siemens จากเยอรมนีลดลง 2.1% ขณะที่หุ้น Airbus ลดลง 2.5% ขณะที่หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ธนาคาร และเทคโนโลยีต่างก็ปรับตัวลดลง

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งประมาณ 40% ทำให้เกิดความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจะสะท้อนให้เห็นในข้อมูลเศรษฐกิจในไม่ช้า

นักลงทุนรอการเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในช่วงบ่ายของวัน เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ ขณะที่วิเคราะห์ข้อมูลทางการที่แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นรายเดือน

นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อตัวเลขเงินเฟ้อทั่วโลก

นักลงทุนลดความคาดหวังเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) หลังจากการประกาศหยุดยิงเมื่อวันพุธ แต่ยังคงคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสองครั้ง ครั้งละ 0.25% ก่อนสิ้นปี

สำหรับหุ้นรายตัว บริษัท British American Tobacco ผู้ผลิตบุหรี่ Dunhill เพิ่มขึ้นประมาณ 1% หลังจากที่ แต่งตั้ง Dragos Constantinescu เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน

หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และไอทีเผชิญแรงกดดันตามตลาดหุ้นวอลล์สตรีท บริษัทผลิตซอฟต์แวร์สัญชาติเยอรมัน SAP ร่วงลง 6.8% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2024

จากการสำรวจรายไตรมาสหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ ของ Citi พบว่า การเติบโตของงบประมาณด้านไอทีมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงเหลือ 2.6%ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากความไม่แน่นอนในระดับมหภาคอาจนำไปสู่ความล่าช้าในโครงการขนาดใหญ่

กลุ่มธุรกิจสินค้าหรูลดลง 0.7% โดย LVMH ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ลดลง 3%

ในทางกลับกัน กลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้นเกือบ 2% เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 3.46 ดอลลาร์ หรือ 3.66% ปิดที่ 97.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1.17 ดอลลาร์ หรือ 1.23% ปิดที่ 95.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–