HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดพุ่ง ดาวโจนส์ทะยาน 1,325 จุด หลังสหรัฐฯ และอิหร่านตกลงหยุดยิงเป็น 2 สัปดาห์ หยุดความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ 5 สัปดาห์และอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบร่วงแลง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดพุ่งกว่า 3%
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 8 เมษายน 2569 พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความวิตกที่คลายลงหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านตกลงหยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์ ซึ่งเป็นการหยุดความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาห้าสัปดาห์และปิดอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานทั่วโลก
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,909.92 จุด เพิ่มขึ้น 1,325.46 จุด, +2.85%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,782.81 จุด เพิ่มขึ้น 165.96 จุด, +2.51%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,634.99 จุด เพิ่มขึ้น 617.14 จุด, +2.80%
ทรัมป์โพสต์บน Truth Socialว่า “ผมเห็นด้วยที่จะระงับการทิ้งระเบิดและการโจมตีอิหร่านเป็นเวลาสองสัปดาห์ เราได้รับข้อเสนอ 10 ข้อจากอิหร่าน และเชื่อว่าเป็นพื้นฐานที่ใช้ได้จริงในการเจรจา”
ทรัมป์กล่าวว่า การหยุดยิงแบบ “สองฝ่าย” นั้นขึ้นอยู่กับการที่อิหร่านตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ด้านสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านได้ตกลงที่จะเปิดเส้นทางน้ำอีกครั้งเป็นเวลาสองสัปดาห์ ตราบใดที่การโจมตีทั้งหมดหยุดลง ตามคำแถลงจากรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน คำแถลงดังกล่าวระบุว่า การขนส่งจะต้องประสานงานกับกองทัพอิหร่าน อิสราเอลก็ตกลงที่จะหยุดยิงเช่นกัน ตามรายงานของสื่อ
ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างหนัก โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงมากกว่า 16% ซึ่งเป็นการลดลงรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 ราคาน้ำมัน Brent ซึ่งเป็นราคาน้ำมันมาตรฐานสากลสำหรับการส่งมอบเดือนมิถุนายน ลดลงประมาณ 13%
ราคาน้ำมันที่ร่วงลงช่วยหนุนการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะกลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ เนื่องจากความเสี่ยงว่าภาวะเงินเฟ้อจะทรงตัวนั้นลดลง รายงานการประชุมของเฟดในเดือนมีนาคมแสดงให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายมองว่าสงครามในอิหร่านจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่าช้าออกไป
ราคาหุ้นยังได้แรงหนุนจากที่ทรัมป์โพสต์ข้อความเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ จะร่วมมือกับอิหร่านในการเคลื่อนย้ายวัสดุนิวเคลียร์ออกจากประเทศ และทั้งสองประเทศกำลังหารือเกี่ยวกับการยกเลิกภาษีและมาตรการคว่ำบาตร
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านรายงานว่า การสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบได้หยุดชะงักลงแล้ว หลังจากอิสราเอลโจมตีเลบานอน นอกจากนี้ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ยังกล่าวอีกว่า สหรัฐฯ ได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงสองสัปดาห์แล้ว ซึ่งเน้นย้ำถึงความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างสองประเทศ
เจย์ วูดส์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Freedom Capital Markets กล่าวว่า การประกาศยุติความขัดแย้งในอิหร่านนั้นไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจมากนัก ตลาดหุ้นสามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของทรัมป์ได้ดีขึ้นมาก สิ่งที่น่ากังวลในตอนนี้คือ กรอบเวลา ‘สองสัปดาห์’ ที่คุ้นเคยกันดีนี้ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้หรือไม่
การปรับตัวขึ้นนำโดยหุ้นที่ได้รับแรงกดดันมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่เสี่ยงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานปรับตัวสูงขึ้น โดยกองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) พุ่งขึ้นมากกว่า 5% หุ้น Broadcom ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 5% หุ้น Micron Technology เพิ่มขึ้นมากกว่า 7%
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้งกลับร่วงลง หุ้น Exxon Mobil และ Chevron ต่างร่วงลงมากกว่า 4%
หุ้นสายการบิน Delta Air Lines พุ่งขึ้น 3.8% แม้รายงานคาดการณ์กำไรไตรมาส 2 ที่น่าผิดหวัง และปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์กำไรรายปี เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน
หุ้นสายการบินรายอื่น ๆ ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้น Southwest Airlines พุ่งขึ้น 6.7% และหุ้น United Airlines พุ่งขึ้น 7.9%
หุ้นบริษัทเรือสำราญก็ปรับขึ้น โดยหุ้น Carnival พุ่งขึ้น 11.2% และหุ้น Norwegian Cruise Line พุ่งขึ้น 7.6%
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นครั้งนี้ทำให้คาดหวังว่าตลาดหุ้นต่ำสุดแล้วหลังจากที่ร่วงลงอย่างหนักเมื่อเดือนที่แล้ว แม้ว่าหลายคนยังคงมั่นใจว่าความผันผวนยังไม่จบลง เนื่องจากหุ้นมีความอ่อนไหวต่อข่าวทางการเมืองระหว่างประเทศ
ตลาดหุ้นยุโรปปิดพุ่งขึ้นมากกว่า 3% หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตกลงหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลาสองสัปดาห์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นด้วยความกังวลที่คลายลง โดยนักลงทุนมองในทางบวกว่าการค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจกลับมาดำเนินการได้ในเร็วๆ นี้
ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปปรับตัวขึ้น 3.7% ปรับขึ้นสูงสุดรายวันในรอบหนึ่งปี ตลาดหุ้นในภูมิภาคก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 613.50 จุด เพิ่มขึ้น 22.91 จุด, +3.88%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,608.88 จุด เพิ่มขึ้น 260.09 จุด, +2.51%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,263.87 จุด เพิ่มขึ้น 355.13 จุด, +4.49%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,080.63 จุด เพิ่มขึ้น 1,159.04 จุด, +5.06%
ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึงสองชั่วโมงก่อนถึงกำหนดเส้นตายของสหรัฐฯ สำหรับเตหะรานในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลอยู่บ้าง เนื่องจากอิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง
ดัชนีความผันผวน STOXX volatility index ของยุโรปลดลงต่ำกว่า 25 จุดเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 สัปดาห์
ตลาดหุ้นยุโรปได้รับแรงกดดันนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน เนื่องจากภูมิภาคนี้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างหนักผ่านเส้นทางที่ถูกปิดกั้นเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีความเปราะบางต่อภาวะวิกฤตด้านพลังงาน
ตล่าดปรับขึ้นในวงกว้าง โดยกลุ่มท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และธนาคาร ปรับตัวขึ้นระหว่าง 5.7% ถึง 7.1% ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์หลักจากต้นทุนพลังงานที่ลดลงและผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง
นักวิเคราะห์ของ Barclays คาดการณ์ว่าผลกระทบต่อกำไรของธนาคารในยุโรปจะมีจำกัด และยังคงมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมนี้ แม้ว่าการฟื้นตัวในระยะสั้นจะขึ้นอยู่กับการหยุดยิงก็ตาม
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ปัจจุบันนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสองครั้ง ครั้งละ 0.25% ภายในสิ้นปีนี้
หุ้นกลุ่มผู้ผลิตเหล็กปรับตัวขึ้น หลังจากที่ภาคส่วนนี้เผชิญแรงกดดันเนื่องจากต้นทุนการผลิตขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันเป็นอย่างมาก หุ้น ArcelorMittal เพิ่มขึ้น 12.8% ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของดัชนี STOXX 600 ขณะที่หุ้น Salzgitter และ Thyssenkrupp ของเยอรมนีเพิ่มขึ้น 15.2% และ 9% ตามลำดับ
กลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 5.6% โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในกลุ่มผู้ผลิตชิป หุ้น Infineon, Soitec, ASML และ SUSS Microtec ปรับตัวขึ้นระหว่าง 8.9% ถึง 11.8%
หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มเดียวที่ปรับตัวลง โดยลดลง 2.3% หุ้น Shell ลดลง 4.7% หลังจากที่บริษัทน้ำมันรายใหญ่ปรับลดคาดการณ์การผลิตก๊าซในไตรมาสแรก พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงกำไรจากการซื้อขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และสภาพคล่องระยะสั้นที่ลดลง
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม ลดลง 18.54 ดอลลาร์ หรือ 16.41% ปิดที่ 94.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน ลดลง 14.52 ดอลลาร์ หรือ 13.29% ปิดที่ 94.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

