HoonSmart.com>>กลุ่มเอไอเอ ทุบสถิติปี 2568 มูลค่าธุรกิจใหม่พุ่ง 15% กำไรโต 12% ต่อหุ้น เงินกองทุนส่วนเกินขยาย 11% ปันผลรวมเพิ่ม 10% พร้อมเปิดแผนซื้อหุ้นคืน 1.7 พันล้านดอลลาร์ ด้านสาขาไทยกำไรแตะ 1,210 ล้านดอลลาร์ โต 10%
กลุ่มบริษัทเอไอเอ รายงานผลประกอบการสิ้นปี 2568 มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้น 15% แตะ 5,516 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากการดำเนินงานบนมูลค่าธุรกิจประกันภัยขยับขึ้น 90 จุด สู่ระดับ 15.8%
ส่วนทุนตามมูลค่าธุรกิจประกันภัย (EV Equity) อยู่ที่ 79.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14% ต่อหุ้น กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) อยู่ที่ 7,136 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12% ต่อหุ้น โดยบริษัทมั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมาย CAGR 9–11% ระหว่างปี 2566–2569 อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 15.5% เพิ่มขึ้น 70 จุด
เงินกองทุนส่วนเกิน (UFSG) เพิ่มขึ้น 11% ต่อหุ้น อยู่ที่ 6,765 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เงินกองทุนส่วนเกินสุทธิ (net FSG) โต 14% ต่อหุ้น เป็น 4,451 ล้านดอลลาร์ หลังการลงทุนในธุรกิจใหม่ อัตราส่วนทุนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 221% ณ สิ้น
นายหลี่ หยวน ซยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า เอไอเอสร้างผลการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 ด้วยการเติบโตในวงกว้างทั่วทั้งธุรกิจ สะท้อนความแข็งแกร่งและความหลากหลายของโครงสร้างธุรกิจ และก้าวสู่ปี 2569 ด้วยแรงส่งทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมที่จะสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ เอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสการเติบโตที่โดดเด่นที่สุดสำหรับธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ โดยมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งสนับสนุนความต้องการด้านความคุ้มครองและการออมระยะยาวอย่างยั่งยืน แม้จะยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง เอไอเอ อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบและมีความพร้อมในการคว้าโอกาสเหล่านี้ ด้วยการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมและหยั่งรากลึกในทั่วทั้งภูมิภาค ควบคู่กับการมุ่งมั่นเดินหน้าตามกลยุทธ์หลักของบริษัท ซึ่งช่วยเสริมความได้เปรียบทางการแข่งขันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระยะยาว
สำหรับ เอไอเอ ประเทศไทย ปี 2568 มีส่วนแบ่งตลาดตามเบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) ที่ 24% เพิ่มขึ้น 2 จุดจากปี 2567 พร้อมอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมและ GDP ประเทศไทยกว่า 1.5 เท่า
ผลประกอบการธุรกิจใหม่ยังคงแข็งแกร่ง มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตเฉลี่ย 17% ต่อปี แตะ 993 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) เติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี สู่ระดับ 1,210 ล้านดอลลาร์
ปีที่ผ่านมา มีตัวแทนที่มีผลงานสม่ำเสมอกว่า 24,000 คน ครองส่วนแบ่งตลาด 44% และมีสมาชิก MDRT มากกว่า 10 เท่าของคู่แข่งอันดับสอง กระจายตัวอยู่ในกรุงเทพและต่างจังหวัดในสัดส่วน 50:50
ตัวแทน สร้างมูลค่าธุรกิจใหม่ (Agency VONB) ให้บริษัทเติบโตเฉลี่ยปีละ 17% นับตั้งแต่ปี 2565 ถึงปี 2568 ขณะที่ตัวแทน Financial Adviser (FA) ทำ VONB เติบโตเฉลี่ยปีละ 28% และสัดส่วนเพิ่มจาก 32% เป็น 41% ของ VONB รวม
ด้านช่องทางการขายผ่าน ธนาคารกรุงเทพ ครอบคลุมทั้งตลาดรีเทล ลูกค้ารายได้สูง (HNW) และธุรกิจ SME ในส่วนของลูกค้ารายย่อยหรือรีเทล นำเสนอผลิตภัณฑ์คุ้มครองและออมตามช่วงชีวิต ครอบคลุม 700 สาขา และผู้ขายประกันกว่า 2,000 คน
กลุ่มลูกค้ารายได้สูง เสนอผลิตภัณฑ์สะสมทรัพย์และการปกป้องมรดก ขายผ่านศูนย์บริการด้านความมั่งคั่ง 20 แห่งและ Private Bank โดยมีสัดส่วน ANP 37%
กลุ่มลูกค้าธุรกิจและเชิงพาณิชย์ เน้นให้บริการครบวงจรแก่เจ้าของธุรกิจและ SME ผ่านศูนย์ธุรกิจมากกว่า 110 แห่ง มีสัดส่วน ANP 30%
การเติบโตอย่างยั่งยืนขับเคลื่อนด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและขนาดธุรกิจ โดย Productivity ของสาขาเพิ่มขึ้น 64%, จำนวนผู้ขายประกันที่ใช้งานจริงกว่า 40% และขนาดเคสเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 45%
———————————————————————————————————————————————————–

