หุ้นไทยรับ Rotation รัฐบาลใหม่ หนุนเสถียรภาพ ฟันด์โฟลว์ทะลัก

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นไทยรับกระแส Rotation รัฐบาลใหม่ ฟอร์มทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ หนุนเสถียรภาพ เม็ดเงินต่างชาติยังเทมาไทย จากปัจจัยพื้นฐานแน่น สภาพคล่องบจ.แกร่ง-Downside ต่ำ -ปันผลสูง-JUMP+ หนุน เหมาะหลบภัยช่วงสงคราม ย้ำ”การสื่อสารสำคัญ” หากแผนลงทุนรัฐทำได้จริง SET พร้อมทะยาน เดินหน้าโรดโชว์ศูนย์กลางการเงินโลกรอบนี้มีพลังเพิ่ม หลังปลดล็อค 2 อุปสรรค 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ “HoonSmart.com” ว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงปัจจุบัน หุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นเกือบ 20% เป็นอันดับ 2 ในอาเซียน การลงทุนสุทธิของนักลงทุนต่างชาติยังเป็นบวกกว่า 21,000 ล้านบาท  เหตุหลักมาจากรัฐบาลใหม่ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี นักลงทุนมองว่ามีเสถียรภาพและทำให้นโยบายมีความต่อเนื่องเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ประกอบด้วยมืออาชีพทั้งในด้านการค้า การคลัง การต่างประเทศ และพลังงาน เป็นสัญญาณที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่ายุทธศาสตร์เศรษฐกิจจะได้รับการผลักดันต่อโดยไม่สะดุด

รัฐบาลชุดปัจจุบัน ยังให้ความสำคัญกับตลาดทุนในฐานะเครื่องมือสำคัญทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยมีการดึงตัวแทนจากภาคตลาดทุนเข้าร่วมในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ของรัฐบาล เพื่อร่วมหารือในระดับนโยบายอย่างใกล้ชิด ทั้งกับกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

ที่สำคัญจากการพบปะกับนักลงทุนต่างชาติ มักจะได้ยินคำพูดนี้เสมอว่า นโยบายไทยดีเสมอ แต่คำถามคือ จะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและเริ่มขัดน็อตงบประมาณลงทุนในโครงการ Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน EEC เป็นสัญญาณบวกที่สถาบันต่างชาติรอคอย

“พอเห็นความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ ตลาดตอบรับในเชิงบวกอย่างรุนแรงทันที Volume การซื้อขายที่พุ่งสูงเกิน 1 แสนล้านบาทต่อวันติดต่อกัน เพราะเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้มีความสามารถในการ Execute หรือลงมือทำนโยบายที่ประกาศไว้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูด Fund Flow ที่สำคัญที่สุด”นายอัสสเดช กล่าว

นายอัสสเดช กล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่าแม้นโยบายรัฐจะสอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน แต่ภาคการผลิตยังคงรอความชัดเจนเรื่องเสถียรภาพของพลังงาน ทั้งพลังงานน้ำและไฟฟ้า เพื่อรองรับการลงทุนจาก BOI ที่มีพันธสัญญาไว้มหาศาล

ขณะที่ต้นทุนน้ำมันที่ยังทรงตัวในระดับสูงยังคงเป็นปัจจัยกดดันการใช้จ่ายและภาคการท่องเที่ยวในระยะสั้น เพราะไทยผู้นำเข้าพลังงานสูง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบต่อตัวเลข GDP หรือกำไรต่อหุ้นของบจ.ในภาพรวม แต่โครงสร้างพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทยยังคงมีเสถียรภาพสูง บจ.ส่วนใหญ่มีอัตราส่วนหนี้ต่อทุน (D/E Ratio) ในระดับต่ำและมีกระแสเงินสดที่ดี มีภาคธนาคารที่ทรงพลัง มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลและรองรับความเสี่ยงได้ดี

ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียน”สื่อสาร” รายงานข้อมูลที่รวดเร็วและชัดเจน เพื่อช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ

สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว เช่นที่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย(กลุ่มเอสซีจี) ประกาศปิดโรงงานระยองโอเลฟินส์ และผลกระทบที่ชัดเจน เพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบ ดีกว่าการฝืนดำเนินธุรกิจในสภาวะที่กระแสเงินสดติดลบ มีการสื่อสารที่รวดเร็วถึงนักลงทุนสะท้อนถึงความโปร่งใส ถือเป็นการดำเนินงานเชิงรุก ยืนยันถึงความสามารถในการปรับตัวของบริษัทจดทะเบียนไทย มีความ flexibility มี resilience ที่จะอยู่รอดและปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ในทุกจังหวะ

ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) ยังคงมีความได้เปรียบในแง่ของโครงสร้างธุรกิจที่สามารถปรับเปลี่ยน (Optimize) สัดส่วนการผลิตได้ตามสถานการณ์ เช่น การเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนที่มีค่าการกลั่นสูง เพื่อชดเชยส่วนที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบและตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิงในประเทศ

​อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลคือผลกระทบทางอ้อมต่อกลุ่ม SME แม้ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่เป็นห่วงโซ่ของ บจ.และกำลังซื้อของผู้บริโภค จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจฉุดรั้งการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ และถ้ายืดเยื้อจะส่งผลต่อกำไรของบจ.

ปรากฏการณ์ Asset Rotation

ช่วงสงครามอิหร่านที่เป็นความขัดแย้งระดับโลกผ่านสัปดาห์ที่ 2 ตลาดทุนไทยยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ จากการได้เข้าร่วมงาน ASEAN Conference ประจำปีของ CLSA ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา มีนักลงทุนต่างชาติเข้าร่วมงานกว่า 40 ราย ไม่ยกเลิกแผนการเข้ามาร่วมงงาน สะท้อนภาพความเชื่อมั่นที่ชัดเจน และปี2569 มีจำนวนบริษัทจดทะเบียนไทยเข้าร่วมงานมากกว่าปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญโดยวาระการประชุมมีสัดส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนหน้าด้วย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การปรับเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้เพียงแค่กลับมาโฟกัสที่ไทย แต่ยังเริ่มมีกลยุทธ์กระจายการลงทุนไปในหลากหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหุ้นรายตัวเหมือนในอดีต โดยก่อนเกิดความไม่สงบ มีแรงซื้อสุทธิจากต่างชาติสะสมกว่า 60,000 ล้านบาท

แม้ปัจจุบันจะมีการปรับพอร์ตออกไปบ้าง แต่ตัวเลขการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 19 มี.ค.ยังคงบวก 21,000 ล้านบาท รั้งอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย ตามหลังเพียงเกาหลีใต้และไต้หวัน

สะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์ Sector Rotation ที่นักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินทุนจากตลาดที่ราคาพุ่งสูงไปมากแล้วอย่างสหรัฐฯ และตลาดอื่น ๆ  เข้าสู่กลุ่มประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะในอาเซียน ที่ยังคงมีมูลค่าที่น่าดึงดูด รวมถึงไทยที่อุตสาหกรรมมีความหลากหลาย โดยกลุ่มพลังงานมีสัดส่วนราว 30% ของมูลค่าตลาดรวม ทำให้ตลาดไทยมีความทนทานต่อแรงกระแทกเฉพาะจุดได้ดีกว่าคู่แข่งในภูมิภาค

ตลาดหุ้นไทย ถูกมองว่าราคาหุ้นไทยยังขยับขึ้นช้ากว่าภูมิภาคในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาปัจจุบันลงมาแตะระดับต่ำสุดแล้ว โดยมีตัวเลขการปันผล ในระดับที่จูงใจ ประกอบกับโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ช่วยจำกัดความเสี่ยงจากการปรับฐานราคาลง และสร้างความสมดุลให้กับ Risk Return Profile

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยก็ถูกมองว่าฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น ทำให้ยังมีช่องว่างในการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนโยบายของรัฐบาลในอนาคตมีความชัดเจนและต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมากที่สุดในขณะนี้

“JUMP+” จ่าฝูงแห่งอาเซียน

อีก​หนึ่งในปัจจัยบวกสำคัญ ที่นักลงทุนสถาบันต่างชาติแสดงความสนใจจากงานสัมมนาในเวทีระดับอาเซียน คือโครงการ “JUMP+” ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานและมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน เป็นการแก้โจทย์การเติบโตของกำไร บจ. ไทยที่ซบเซามาตลอด 10 ปี โดยมุ่งเน้นให้บริษัทหันมา Focus ในการเพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ถือว่าสำเร็จอย่างมากในช่วงเริ่มต้น ณ วันที่ 19 มี.ค. 2569 สามารถดึงดูดบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าร่วมได้ถึง 144 แห่ง แบ่งเป็น บจ. จดทะเบียนใน SET จำนวน 84 แห่ง และ บจ.ใน mai จำนวน 60 แห่ง เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เพียง 50-100 แห่ง ซึ่งจะสิ้นสุดการรับสมัครภายในสิ้นเดือนมี.ค.นี้

ไฮไลท์สำคัญ คือการตอบรับจากบริษัทระดับ Blue Chip อย่าง ปตท. (PTT) และ บริษัททิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) หุ้นปันผลสูง เป็นผู้นำด้านการยกระดับ Governance และการสื่อสารกับนักลงทุน การเข้ามาของพี่ใหญ่ในตลาดถือเป็นสัญญาณบวกที่สร้างความเชื่อมั่น (Confidence)

step ต่อไปคือ การสื่อสารแผนธุรกิจที่ทำขึ้นมา เป็นการทำ commitment กับนักลงทุน กับผู้ถือหุ้นว่าจะทำการลงทุนให้ได้ตามเป้าหมาย แม้แผนธุรกิจจะวางกรอบไว้ 3 ปี แต่การเริ่มต้นสื่อสารอย่างต่อเนื่องถือเป็น “แสงดึงดูด” สำคัญที่จะเรียกความสนใจจากเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนไทยและต่างชาติให้กลับมาตลาดไทยอีกครั้ง

ในอาเซียนไทยถือเป็นประเทศแรก เรียกว่าเป็น “จ่าฝูง” ของอาเซียนก็ได้ ที่นำร่องมาตรการสร้างมูลค่า คุณค่า ให้กับธุรกิจ ในลักษณะเดียวกับที่ญี่ปุ่น ไต้หวัน และ เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จมาแล้ว ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียเพิ่งเริ่มแสดงความสนใจที่จะทำโครงการแบบนี้

ปัจจุบันโครงการลักษณะนี้เริ่มได้รับการยอมรับในวงกว้าง โดยบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำเริ่มออกรายงานวิเคราะห์ (Research) ถึงโครงการนี้โดยเฉพาะ ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนไทยที่เข้าร่วมโครงการ ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากนักลงทุนต่างชาติ

“จากการศึกษาดูงานความสำเร็จของตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ที่ดัชนีพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก การมีหุ้นในกลุ่ม New Economy โดยเฉพาะ AI และ Technology ที่เป็นกระแสหลักของโลก ซึ่งไทยกำลังเร่งสร้างผ่านโครงการสนับสนุนต่าง ๆ ขณะที่ไต้หวัน พบว่านักลงทุนรายย่อยมีวินัยการออมแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) สูงมากตั้งแต่อายุน้อย ทำให้เกิดฐานเงินทุนที่มั่นคงและยั่งยืนในระบบ”นายอัสสเดช กล่าว

สร้างบัญชีเงินออมยาว

นายอัสสเดช กล่าวว่า รัฐบาลและตลท.มีแผนส่งเสริมการออมระยะยาวของภาคประชาชน ซึ่งมั่นใจว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะทำการผลักดันบัญชีออมส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ TISA (Thailand Individual Savings Account) เพื่อสร้าง “วัฒนธรรมการออม” อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดหลัก คือ เน้นส่งเสริมการลงทุนระยะยาว เพื่อให้คนไทยออมเงินต่อเนื่องไปจนถึงอายุเกษียณ ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น

ได้สิทธิประโยชน์ภาษีที่แน่นอน จากวงเงินลงทุนที่ลดหย่อนภาษีได้ในแต่ละปี ช่วยให้ผู้ลงทุนวางแผนการเงินได้แม่นยำขึ้น

มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเลือกผสมผสานสินทรัพย์ได้ตามความเสี่ยงที่รับได้ (เช่น หุ้น, กองทุน, หรือตราสารหนี้) ตามจังหวะชีวิต (Life Path) ของตนเอง

เป้าหมายคือการทำให้ตลาดทุนเป็นกลไกที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน (Inclusive Opportunities) โดยมุ่งเน้นการให้ข้อมูลที่โปร่งใสผ่านความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังยืนแผนการพาบริษัทจดทะเบียนนำเสนอหรือ Roadshow ทั้งในประเทศผ่านเวทีไทยแลนด์โฟกัส และต่างประเทศที่ศูนย์กลางการเงินของโลก ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง และลอนดอน

ทั้งนี้ ต้องการไปพร้อมกับรัฐบาลชุดใหม่เพื่อ “ขายจุดแข็งของไทย” ในภาพลักษณ์ใหม่ ที่จะมี impact กว่าการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กับ บจ. ไปเอง ซึ่งจะได้นำข้อมูลใหม่ๆไปนำเสนอ หลังจากที่ผ่านมาได้แก้ Pain Points สำคัญของนักลงทุนต่างชาติไปแล้วหลายด้าน ทั้งการแปลข้อมูล Opportunity Day เป็นภาษาอังกฤษแบบ Real-time ด้วย AI การพัฒนาระบบ E-Proxy ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อขจัดอุปสรรคด้านเอกสาร ในการลงคะแนนเสียงของนักลงทุนต่างชาติ

​ดึงธุรกิจแห่งอนาคต

ด้านความร่วมมือกับ BOI หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อสร้าง Incentive “On-top” สำหรับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เซมิคอนดักส์เตอร์ (Semiconductor), แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และ Data Center

ขณะนี้ ตลท. อยู่ระหว่างการเจรจากับค่ายรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากจีนอย่าง “ฉางอัน” (Changan) เพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนแทนการพึ่งพาบริษัทแม่เพียงอย่างเดียว

ควบคู่กับการเตรียมทบทวนเกณฑ์การรับหลักทรัพย์กลุ่ม New Economy เช่น การปรับลดเงื่อนไขระยะเวลาดำเนินงานจาก 3 ปี เหลือเพียง 1 ปี สำหรับบริษัทที่มี “บริษัทแม่” แข็งแกร่งและอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเร่งกระบวนการ IPO ให้สอดคล้องกับความเร็วของธุรกิจเทคโนโลยี

หันไปใช้เกณฑ์ Disclosure-based หรือการเน้นการเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะเพื่อให้พนักงานลงทุนตัดสินใจเอง ควบคู่ไปกับการเพิ่มความรับผิดชอบของตัวกลาง อย่างที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และผู้สอบบัญชี (Auditor) ให้มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันเคสทุจริตที่เคยทำลายความเชื่อมั่นในอดีต

“ลิสต์”ตลาดหุ้นเมืองนอกอาจได้ครั้งเดียว

นายอัสสเดช ฝากข้อคิดถึง บจ. ไทยที่สนใจไปจดทะเบียน หรือ ลิสต์ในตลาดหุ้นต่างประเทศถึงความคุ้มค่าในระยะยาว เพราะบทเรียนที่เห็นจากบริษัทไทย ไปลิสต์ต่างประเทศ ได้ราคา IPO สูงจริง แต่หลังจากนั้นไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเท่าไหร่นัก ราคาหุ้นมีการปรับลดลงเทรดกันต่ำกว่าราคา IPO ราวๆ 40-50% เนื่องจากการเป็น “หุ้นตัวเล็กในตลาดใหญ่” มักจะถูกละเลยจากนักลงทุน

การเลือกจดทะเบียนในตลาดบ้านเกิดที่นักลงทุนเข้าใจโมเดลธุรกิจและพร้อมให้มูลค่าในระยะยาวหากบริษัทแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ยังสามารถใช้ตลาดทุนไทยสร้างการเติบโตในระยะยาวด้วย

แต่ถ้าหวังเพียงการทำ IPO เพื่อหาทางออก (Exit) ในราคาที่สูงเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก็ถือว่าตอบโจทย์

Thailand Only
​ขณะที่ การกำกับดูแลภายในด้านความเท่าเทียมของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยที่ไทยมีนักลงทุนรายย่อย (Retail) สูงเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาค ได้ดำเนินมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่ามาตรฐานสากล

ด้วยการจำกัดให้กลุ่ม HFT สามารถซื้อขายได้เฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET100 เท่านั้น ซึ่งเป็นมาตรการเฉพาะตัวที่ไม่มีในตลาดอื่น เพื่อลดแรงกดดันต่อหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก

มีระบบการเตือนภัยล่วงหน้า หากพบพฤติกรรมการส่งคำสั่งที่ไม่เหมาะสม ตลท. จะแจ้งเตือนไปยังบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ทุกแห่งพร้อมกันทันที ซึ่งครอบคลุมทั้งนักลงทุนรายบุคคล สถาบัน และโปรแกรมเทรด โดยปัจจุบันพบว่าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณานำแนวทาง “Name and Shame” จากตลาดหุ้นฮ่องกงมาประยุกต์ใช้ โดยจะมีการเปิดเผยชื่อที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และผู้สอบบัญชี (Auditor) ที่นำบริษัทที่ไม่มีคุณภาพเข้าจดทะเบียน หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับหุ้น IPO ที่สร้างความเสียหายให้นักลงทุน เพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคมและการรับผิดชอบต่อข้อมูล

ภายในกลางปี 2569 ตลท. เตรียมสรุปผลการวิเคราะห์เพื่อยกเลิกเกณฑ์ที่ไม่เป็นประโยชน์และประกาศใช้เกณฑ์ใหม่ที่มีความนิ่ง (Stability) โดยมีเป้าหมายจะไม่ปรับเปลี่ยนเกณฑ์สำคัญอีกอย่างน้อย 18 เดือน เพื่อให้นักลงทุนสถาบันและต่างชาติสามารถวางแผนการลงทุนในระยะยาวได้

จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และมุมมองของกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เริ่มได้”กลิ่นแห่งโอกาส”  เห็น”แสงแห่งความหวัง” ชัดเจนขึ้นในตลาดทุนไทย หากรัฐบาลสามารถ Execute โครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้จริงตามแผน ตลาดทุนพร้อมที่จะทะยานนำหน้าตัวเลข GDP