HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ นักลงทุนกลับมากังวลเงินเฟ้อ ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยนานกว่าที่คาดไว้ ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” ปิดตลาด WTI ปรับลดลง 18 เซนต์ ด้าน Brent เพิ่มขึ้น 1.27 ดอลลาร์ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป”
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 19มีนาคม 2569 รวมทั้ง ดัชนี S&P500 และ ดัชนี Nasdaq ปิดลบ เนื่องจากนักลงทุนกลับมากังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยนานกว่าที่คาดไว้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 46,021.43 จุด ลดลง 203.72 จุด, -0.44%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,606.49 จุด ลดลง 18.21 จุด, -0.27%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,090.69 จุด ลดลง 61.73 จุด, -0.28%
ตลาดกำลังเผชิญกับการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ซึ่งทำให้ความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยลดลง แม้เฟดจะส่งสัญญาณว่าอาจมีการลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ แต่คาดการณ์กันว่าผู้กำหนดนโยบายจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ประธานเจอโรม พาวเวลล์ แสดงความคิดเห็นในเชิงรุก
ในการแถลงข่าวหลังการประชุมในวันพุธ ประธาน เฟด เน้นย้ำถึงความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่ และส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางอาจชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยนานกว่าที่หลายคนคาดหวัง โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
จีน่า โบลวิน ประธานกลุ่มบริษัท Bolvin Wealth Management Group ในบอสตัน กล่าวว่า ธนาคารกลางที่พร้อมจะรอ เฝ้าดู และรักษาความยืดหยุ่น และการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวก็บอกทุกอย่างแล้ว เฟดไม่ได้รีบร้อน และนักลงทุนก็ไม่ควรรีบร้อนเช่นกัน ตลาดไมได้ขับเคลื่อนด้วยนโยบายอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐาน ระยะต่อไปเป็นของบริษัทที่สามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง
หลังจากการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันพุธ นักวิเคราะห์กลยุทธ์ของ Macquarie ยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2027
อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นปื้นตัวจากที่ร่วงลงแรงในช่วงแรก เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงบ่ายจากความหวังว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าเพิ่มเติมในสงครามอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงมากถึง 2% หลังจากนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลกล่าวกับสื่อมวลชนว่า อิสราเอลกำลังช่วยเหลือสหรัฐฯ “ในด้านข่าวกรองและวิธีการอื่นๆ” เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนทันยาฮูยังกล่าวอีกว่าอิหร่านสูญเสียความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและผลิตขีปนาวุธ และสงครามอาจจบลงเร็วกว่าที่หลายคนคิด คำกล่าวนี้ทำให้เกิดความหวังว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะลดระดับลง
ก่อนหน้านี้ในระหว่างการซื้อขาย ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าพุ่งขึ้นมากถึง 10% แตะระดับ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากอิหร่านและอิสราเอลต่างโจมตีโรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซที่สำคัญ
จากการที่การจราจรในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญหยุดชะงักเป็นส่วนใหญ่ ผู้นำของสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น จึงได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวันพฤหัสบดี โดยแสดงความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในความพยายามที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการสัญจรผ่านช่องแคบเป็นไปอย่างปลอดภัย
ปีเตอร์ บูคควาร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ One Point BFG Wealth Partners กล่าวกับ CNBC ว่า นอกจากความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันแล้ว ความกังวลที่เพิ่มขึ้นทั้งในด้านเทคโนโลยีและสินเชื่อภาคเอกชน (private credit) ก่อนสงครามจะยังคงอยู่ต่อไปหลังสงคราม ซึ่งหมายความว่านักลงทุนจะต้องรอบคอบมากขึ้น ในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนในอนาคต
ตอนนี้นักลงทุนจะหันมาให้ความสนใจกับผลประกอบการของบริษัทต่างๆ โดยบริษัท Micron ยักษ์ใหญ่ด้านเซมิคอนดักเตอร์มีกำหนดรายงานผลประกอบการหลังปิดตลาด ซึ่งอาจเป็นตัวชี้วัดทิศทางของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้ ราคาหุ้น Micron ปิดลดลง 3.8%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ ได้แก่ จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่จากกระทรวงแรงงาน ซึ่งลดลง 8,000 ราย มาที่ 205,000 ราย ต่ำกว่า 215,000 รายที่นักวิเคราะห์คาด และยอดขายบ้านใหม่เดือนมกราคมจากกระทรวงพาณิชย์ที่ ลดลง 17.6% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน มาที่ 587,000 ยูนิตใน ซึ่งเป็นอัตราชะลอตัวมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 และต่ำกว่า 722,000 ยูนิต ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เมื่อเทียบเป็นรายปี ยอดขายบ้านใหม่ลดลง 11.3%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม หลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่าอัตราเงินเฟ้ออาจแย่ลงหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อไป
คำแถลงของ ECB ซึ่งเป็นการแถลงครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น และปฏิกิริยาของตลาดตอกย้ำว่าราคาของสินทรัพย์ยังคงผูกติดอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างมาก โดยยุโรปมีความเสี่ยงสูงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและการหยุดชะงักของอุปทาน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 583.64 จุด ลดลง 14.29 จุด, -2.39%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,063.50 จุด ลดลง 241.79 จุด, -2.35%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,807.87 จุด ลดลง 162.01 จุด, -2.03%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 22,839.56 จุด ลดลง 662.69 จุด, -2.82%
แจ็ค อัลเลน-เรย์โนลด์ส รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ยูโรโซนของ Capital Economics กล่าวว่า หากราคาน้ำมันยังคงสูงขึ้น คาดว่าความเห็นส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ ECB จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปปลายเดือนเมษายน และอาจเพิ่มขึ้นมากถึง 0.50%
อิหร่านโจมตีโรงงานพลังงานทั่วตะวันออกกลางเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สที่สำคัญของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ
ก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้นขึ้น นักลงทุนคาดการณ์ว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมตลอดทั้งปี 2026 แต่มุมมองนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยขณะนี้ตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ ตามข้อมูลของ LSEG
ด้าน ธนาคารกลางอังกฤษก็เลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม โดยระบุว่า “พร้อมที่จะดำเนินการ” เพื่อควบคุมความเสี่ยงจากสงคราม ธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็คงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในวันพุธเช่นกัน โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
ตลาดหุ้นในแฟรงค์เฟิร์ต มาดริด ลอนดอน ปารีส และมิลาน ต่างร่วงลงมากกว่า 2% ในวันพฤหัสบดี
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนอร์เวย์ปรับตัวขึ้น 1.6% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปรับขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 7 โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของดัชนี
ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในดัชนี STOXX 600 อยู่ในแดนลบ ยกเว้นหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ร่วงลง 4.2% เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวลง ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินขนาดใหญ่หลายตัวอ่อนตัวลง ทำให้ตลาดโดยรวมซบเซาลง
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนเมษายน ลดลง 18 เซนต์ หรือ 0.19% ปิดที่ 96.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 1.27 ดอลลาร์ หรือ 1.18% ปิดที่ 108.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นราคาปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022

