HoonSmart.com>>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ที่เคยโตแรง 38.3% จากกระแส AI คาดปี’69 สะดุดเหลือแค่ 11.5% เจอศึก 2 ด้านสงคราม-ภาษีทรัมป์ ทำซัพพลายเชนหยุดชะงัก ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งจากการขาดแคลน PVC-ฮีเลียม-กรดซัลฟิวริก ด้านรถยนต์หดตัวกว่า 8% แนะเร่งหาทางออกรักษาความสามารถแข่งขัน
ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยและโลกกำลังเผชิญกับต้นทุนพุ่งจากวัตถุดิบขาดแคลน ซึ่งภาพในปีนี้จะเปลี่ยนไป เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 38% จากกระแสเอไอ และดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นแสงสว่างจากเมกะเทรนด์ ของโลก แม้ไทยจะยังไม่มีขีดความสามารถในการผลิตเอไอชิฟโดยตรง แต่ก็ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการขยายตัวของระบบนิเวศเอไอ ทำให้ความต้องการชิ้นส่วนพื้นฐาน อย่าง ผลิตภัณฑ์อย่างแผงวงจรไฟฟ้า (IC), ชิ้นส่วนทั่วไป และ Hard Disk Drive (HDD) ยังคงเป็นที่ต้องการสูงเพื่อนำไปใช้ในอุปกรณ์สนับสนุนระบบ AI และการเร่งลงทุน Data Center ในญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐฯ ส่งผลบวกโดยตรงต่อการส่งออกอุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคม (Router, Switch) และอุปกรณ์แปลงกำลังไฟฟ้า (AC/DC Power Converter) จากฐานการผลิตในไทย
อย่างไรก็ตาม ภาพในปี 2569 เปลี่ยนไปจากสงครามที่เกิดขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกเผชิญกับความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างหนัก จากสงครามอิหร่านและนโยบายภาษีของทรัมป์ ถึงแม้ว่าผลกระทบโดยตรงจะน้อย เพราะไทยส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไปตะวันออกกลางเพียง 0.7% ของทั้งหมด แต่จากการที่ซัพพลายเชนของโลกขาดแคลน กระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และกดดันการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกที่จะเติบโตลดลงเหลือ 9% จากกรณีไม่มีสงครามจะเติบโต 10%
โดยเฉพาะการขาดแคลนเม็ดพลาสติก PVC และทองแดง จากการจัดส่งวัตถุดิบไม่ได้จากเหตุสุดวิสัยในภาวะสงคราม ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังหลายอุตสาหกรรม เช่น ไม่สามารถผลิตสายไฟที่ใช้ใน Data Center หรือวัสดุพื้นผิว (SPCC) ได้ เกิดสภาพที่ผู้ผลิตไม่เกี่ยงเรื่องราคาวัตถุดิบ ราคาเท่าไหร่ก็ยอมซื้อเพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิต ป้องกันสายการผลิตหยุดชะงัก
ขณะที่ การขาดแคลนก๊าซฮีเลียม (Helium) เริ่มส่งผลกระทบต่อกลุ่ม Hard Disk Drive (HDD) ความจุสูง ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญเพื่อรองรับ Data Center หากซัพพลายฮีเลียมขาดแคลนจากปัญหาในตะวันออกกลาง จะกระทบต่อยอดส่งออกทันที
รวมถึง กรดซัลฟิวริก (Sulfuric Acid) แม้ไทยจะนำเข้าส่วนใหญ่จากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่ต้นทุนการผลิตในประเทศต้นทางอาจพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากกระบวนการถลุงแร่ (สังกะสี, ทองแดง, ตะกั่ว) ต้องใช้พลังงานสูงและเชื่อมโยงกับราคาพลังงานโลก
ขณะที่ วัตถุดิบอื่นๆ ราคาทองแดงและเม็ดพลาสติกที่ใช้ในการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และไอซี (IC) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน
ทั้งนี้ สัดส่วนต้นทุนการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น เช่นทองแดง และเม็ดพลาสติก คิดเป็นสัดส่วน 20% ของต้นทุนรวม ก๊าซฮีเลียม คิดเป็น 3% ไฟฟ้าเพิ่ม 2% ชิ้นส่วนต้นน้ำ/กลางน้ำ เพิ่มขึ้น 50% ค่าขนส่ง 7% และอื่นๆ 18%
ขณะที่ การลงทุนใน Data Center ยังมีข้อจำกัดเรื่องการส่งไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการ แม้ตัวเลขภาพรวมปริมาณสำรองไฟฟ้าของไทยจะสูงกว่า 30% แต่ไฟฟ้าสำรอง เหล่านั้นไม่สามารถส่งผ่านไปยังพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อจำกัดของโครงข่ายสายส่งในแต่ละภูมิภาคที่รองรับกำลังไฟได้จำกัด
ขณะที่ Data Center ย้ายพื้นที่ไปตั้งที่อื่นได้ยาก เพราะต้องอยู่ใกล้จุดเชื่อมต่อสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ EEC ที่มีโรงงานหนาแน่นอยู่แล้ว การดึงไฟข้ามภูมิภาคมาใช้นั้นทำได้ยากและมีต้นทุนสูง ทำให้นักลงทุนยังกังวลเรื่องความเสถียรของไฟ
สิ่งที่จะทำให้ช่วยปลดล็อกความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ว่าจะมีพลังงานสะอาดที่เพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม และมีความเสถียรในระยะยาว คือ รัฐบาลต้องเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement – Direct PPA)ให้นักลงทุนสามารถสร้าง Solar Farm และขายไฟให้กับ Data Center ได้โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบสายส่งของรัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งปัจจุบันยังถือเป็นอุปสรรคทางกฎหมายที่ทำให้การลงทุนหลายโครงการต้องล่าช้าออกไป
การส่งออกรถยนต์ของไทยไปยังตะวันออกกลางว่า ที่ผ่านมามีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมด โดยเฉพาะ รถปิกอัพ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 60% หรือประมาณ 120,000 คันจากยอดส่งออกรวมในภูมิภาคนี้ แต่จากสงครามในตะวันออกกลาง คาดว่ายอดส่งออกรถยนต์ไปตะวันออกกลางจะลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน โดยค่ายรถยนต์บางรายเริ่มประกาศลดกำลังการผลิตเพื่อปรับตัวตามดีมานด์ที่ชะลอตัวจากภาวะสงคราม
นอกจากนี้ ยังเผชิญกับกำแพงภาษีนำเข้าจากเม็กซิโกที่สูงถึง 50%, การแข่งขันที่รุนแรงจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จีนส่งผลให้ตลาดส่งออกหลักของไทยในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียเริ่มส่งสัญญาณหดตัว และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น (Euro 7) ในยุโรปและออสเตรเลีย โดยเฉพาะออสเตรเลีย หนึ่งในตลาดส่งออกรถเบอร์ต้นๆ ของไทยเริ่มมีตัวเลขการเติบโตที่ติดลบ ส่วนในตลาดอาเซียน แม้จะเป็นตลาดที่มีศักยภาพ แต่ต้องเผชิญกับกำลังซื้อที่ลดลงจากผลกระทบของสงครามและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ทำให้ ศูนย์วิจัยฯ คาดว่าการส่งออกรถยนต์รวมของไทยอาจ ติดลบ 8.1% หรือเหลือเพียง 860,000 คัน จากปีที่ผ่านมาส่งออกรวม 940,000 คัน
ขณะที่การหาตลาดใหม่เพื่อสร้างตัวเลขการเติบโตที่เป็นบวกในปีนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เช่น ที่ตลาดแอฟริกาใต้ เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงเนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยในอดีต โดยเฉพาะการพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก ส่งผลให้มีความต้องการใช้งานรถกระบะในปริมาณมาก ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของค่ายรถที่ครองตลาดอยู่ในปัจจุบันอย่างกลุ่มผู้ผลิตจากญี่ปุ่นที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก
อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณเตือนภัยจากการที่ค่ายรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่นมีแผนจะเข้าไปลงทุนโดยตรงในทวีปแอฟริกา รวมถึงความพยายามในการเชื่อมโยงเครือข่ายชิ้นส่วนยานยนต์ระหว่างแอฟริกากับยุโรปตะวันออก (เช่น เซอร์เบีย และโปแลนด์) อาจทำให้สัดส่วนการส่งออกรถกระบะจากไทยไปยังภูมิภาคเหล่านั้นลดน้อยลง เพราะปัจจุบันยังไม่เห็นความแน่ชัดของการแบ่งสัดส่วนโมเดลการผลิตระหว่างโรงงานในไทยและโรงงานแห่งใหม่ในแอฟริกา
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยยังเผชิญกับการแข่งขันจากค่ายรถยนต์จีน แม้ในปัจจุบันแบรนด์จีนจะเน้นรุกตลาดรถยนต์นั่ง (Passenger Car) เป็นหลัก แต่เริ่มเห็นสัญญาณการขยายตัวเข้าสู่กลุ่มรถกระบะอย่างชัดเจน
แม้ว่าในปัจจุบัน แบรนด์ญี่ปุ่นที่ผลิตจากไทยจะยังคงมีความแข็งแกร่งด้าน ภาพลักษณ์แบรนด์ ในตลาดโลกอย่างเห็นได้ชัด เช่น ในตลาดออสเตรเลียที่ไทยยังคงครองส่วนแบ่งเหนือจีน แต่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจีนจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดด้านภาพลักษณ์ในกลุ่มรถกระบะได้รวดเร็วเหมือนที่ทำสำเร็จในกลุ่มรถยนต์นั่งหรือไม่
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า อุปสรรคหลักไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นกรรมสิทธิ์ในโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันเป็นการลงทุนและสมบัติของการไฟฟ้าฯ การที่เอกชนจะเข้ามาเช่าใช้โครงข่ายเพื่อส่งจ่ายพลังงานสะอาด ยังติดล็อกที่ความกังวลเรื่อง Load ที่ผันผวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบโดยรวม
หากผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มต้องการขายไฟฟ้าตรงให้ลูกค้าที่อยู่ห่างออกไปนับ 10-100 กิโลเมตร การลงทุนสร้างสายส่งเองนั้นมีต้นทุนที่สูงเกินไปจนไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ ยกเว้นในพื้นที่เฉพาะอย่างนิคมอุตสาหกรรมที่เอกชนเป็นเจ้าของโครงข่ายเอง
ทางออกที่จะทำให้ Direct PPA เกิดขึ้นได้จริง คือการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการอัปเกรดเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการกำหนดอัตราค่าบริการเช่าโครงข่ายที่เป็นธรรม
ช่วงระหว่างที่รอความชัดเจนจากภาครัฐ โมเดล Private PPA กลายเป็นทางเลือกยอดนิยม โดยบริษัทพลังงานจะเข้าไปลงทุนติดตั้งระบบในพื้นที่ของลูกค้าโดยตรง ซึ่งไม่ต้องพึ่งพาโครงข่ายของรัฐและทำสัญญาระยะยาวมากกว่า 10 ปี
