HoonSmart.com>>”เอสพีซีจี” (SPCG) ประกาศเติบโตต่อ ปี 69 ธุรกิจโซลาร์ฟาร์มไปได้ดี ส่วนโซลาร์รูฟท็อปจะเป็นดาวเด่น ให้บริการมา 10 ปีได้รับการตอบรับจากลูกค้ารายใหญ่ เพิ่มโอกาสขยายลูกค้าครัวเรือนจากนโยบายรัฐสนับสนุนติดตั้ง 3 ปี ลดหย่อนภาษีไม่เกิน 2 แสนบาท บริษัทไม่มีหนี้ เตรียมเงิน 1,000 ล้านบาท มองหาโอกาสลงทุนใหม่ กระแสเงินสดเข้าเดือนละ 100 ล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินจริงสูง บันทึกที่ดินตามราคาต้นทุน โรงไฟฟ้าญี่ปุ่นเปิด COD ปี 70
น.ส.ออมสิน ศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี ( SPCG) นำทีมงานพบนักลงทุนและนักวิเคราะห์งาน Oppday เปิดเผยว่าแนวโน้มการดำเนินในปี 2569 ธุรกิจโซลาร์ฟาร์มยังคงเติบโตดีตามปกติ ส่วนธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปจะเป็นดาวเด่น หลังจากดำเนินงานแบบครบวงจรมานาน 10 ปี เป็นแชมเปี้ยนได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ทั้งโรงงานในตะวันออกและภาคเหนือ เรสซิเดนเชียล(ที่พักอาศัยขนาดใหญ่) และบริษัทขนาดใหญ่
นอกจากนี้ในปี 2569 จะทำการตลาดโซลาร์รูฟท็อป เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าครัวเรือน หาโอกาสที่รัฐบาลมีนโยบายให้การสนับสนุนติดตั้งโซลาร์รูฟในปี 2569-2571 สามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 2 แสนบาท ใช้สิทธิได้ครั้งเดียว
” เราเอาจุดแข็งมาขยายธุรกิจ ของเดิมก็ยังสร้างรายได้เติบโต และผลตอบแทนที่ดี โซลาร์รูฟท็อปยังคงแข็งแรง ขยายไปหาลูกค้าที่เป็นบ้านที่อยู่อาศัยสร้างการเติบโตได้ดียิ่งขึ้น”น.ส.ออมสินกล่าว
นอกจากนั้น บริษัทฯได้จ่ายเงินปันผลสูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา โดยปี 2568 จ่ายเงินปันผลสูงถึงหุ้นละ 2.16 บาท เนื่องจากการลงทุนโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ใช้เงินไม่มาก ส่วนการดูแลระบบก็ใช้พนักงานของบริษัทแล้ว รวมถึงยังมีกระแสเงินสดเข้ามาเดือนละ 100 ล้านบาท จึงมีการพิจารณาจ่ายเงินปันผลสูง แต่บริษัทฯได้เตรียมเงินจำนวน 1,000 ล้านบาทไว้รองรับโอกาสทางธุรกิจที่จะเข้ามาในอนาคต
ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯมี EBITDA 1,568.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,125.9 ล้านบาท แม้ไม่มีแอดเดอร์ สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น และกระแสเงินสดเดือนละ 100 ล้านบาทที่จะไหลเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 19,111 ล้านบาท ลดลงจากจำนวน 21,435 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากการจ่ายเงินปันผลออกไปรวม 2,600 ล้านบาท ณ สิ้นปีมีเงินสดและเทียบเท่า 525.7 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมเงินลงทุนในกองทุนเกือบ 900 ล้านบาท เพื่อสร้างอัตราผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก บริษัทฯพยายามหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์
ขณะเดียวกัน ต้นทุนที่ดิน บริษัทยังบันทึกในราคาต้นทุน นับเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง และเครื่องจักรในการผลิตไฟ สร้างรายได้ให้บริษัทอย่างโต่อเนื่อง สุขภาพโดยรวมเต็มไปด้วยสินทรัพย์ที่สร้างผลตอแทนได้ ขณะที่มีหนี้เพียง 400 ล้านบาท เป็นเรื่องหนี้การค้าค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เท่านั้น ไม่มีหนี้สิน เป็นจุดแข็งของบริษัทในการเป็น cash crown มานาน แต่ยังสามารถสร้างการเติบโตได้ตามแผนธุรกิจ
ด้านนายพิพัฒน์ วิริยธรานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท เอสพีซีจี กล่าวว่า SPCG มีกำลังการผลิตประมาณ 320 MW เป็นโครงการโซลาร์ในประเทศไทย 36 โครงการ รวม 260 MW ผลิตไฟฟ้าได้ 360 ล้านkWh สิ้นปีที่ผ่านมา และยังขายไฟได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการออกไปลงทุนยังต่างประเทศ ที่ญี่ปุ่นมี 3 โครงการ เปิด COD แล้ว 2 โครงการ ส่วนอีกหนึ่งโครงการ กำลังพัฒนา 480 MW คาด COD ปี 2570 ทั้งนี้เป็นโครงการร่วมลงทุนกับ Kyocera และผู้ร่วมทุนอื่นๆ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 480 โครงการใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดย SPCG ถือหุ้น 17.92% เป็นเงิน 9,000 ล้านเยน คาดเงินลงทุนการพัฒนาโครงการทั้งหมด 178,759 ล้านเยน บริษัทฯได้ชำระทุนไปแล้ว 3 ครั้ง รวม 4,241 ล้านเยน ส่วนที่เหลือ 4,759 ล้านเยนจะทยอยชำระต่อไป
ส่วนธุรกิจโซลาร์รูฟท็อป ธุรกิจดาวเด่น แบ่งลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ติดตั้งไปแล้วไม่น้อยกว่า 260 MW สร้างรายได้รวมแล้ว 8,040 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีโอกาสเติบโตจาก โครงการ PPA การติดตั้งโซลาร์ในเขื่อน ขณะเดียวกันธุรกิจได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น โดยกลุ่มผู้ถือหุ้น 10 อันดับแรก ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ
———————————————————————————————————————————————————–

