HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับตัวลงทั้งภูมิภาค ตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่วนญี่ปุ่นดิ่ง 2.62% นักลงทุนรอผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คาดว่าจะคงดอกเบี้ย หลังดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นใกล้ระดับ 160 เยน ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ปี 2024
หุ้นญี่ปุ่นอ่อนตัวลงในทุกภาคส่วน นำโดยหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในตลาดหลัก (Prime Market)
กลุ่มที่นำการปรับตัวลง ได้แก่ กลุ่มแก้วและเซรามิก กลุ่มเยื่อกระดาษและกระดาษ และกลุ่มค้าส่ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ซัตสึกิ คาตายามะ กล่าววันนี้ว่า รัฐบาลกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของเงินเยนด้วย “ความระมัดระวังอย่างสูง” เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นใกล้ระดับ 160 เยน ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ปี 2024
คาตายามะกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่และพร้อมที่จะดำเนินการ “ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ตลอดเวลา” พร้อมเตือนถึงการเก็งกำไรที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังของวัน เมื่อBOJ จะสรุปการประชุมนโยบายที่ใช้เวลาสองวัน
ค่าเงินเยนใกล้ระดับต่ำสุดในรอบสองปีเมื่อเริ่มต้นการซื้อขายในเอเชียในวันนี้ โดยได้รับแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น โดยค่าเงินเยนแข็งขึ้น 0.1% อยู่ที่ 159.78 เยน ขยับขึ้นจากระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบสองปี หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ซัตสึกิ คาตายามะ ให้ความเห็น
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งวัดความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงิน 6 สกุล ปรับตัวลงเล็กน้อย 0.1% สู่ระดับ 100.11 โดยทรงตัวอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบสี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนลดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสกรัฐ(เฟด)จะลดอัตราดอกเบี้ยในปลายปีนี้
ณ เวลา 8.50 น. ตามเวลาประเทศไทย
ดัชนี Nikkei 225 อยู่ที่ 53,791.03 จุด ลดลง 1,448.37 จุด, -2.62%
ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกปรับลงทั้งภูมิภาค หลังจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญท่ามกลางสงครามที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงจากการลงทุน
ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงกว่า 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากการโจมตีระหว่างอิหร่านและอิสราเอลต่อโรงงานพลังงานที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงความเสียหายต่อโรงงานส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวที่ใหญ่ที่สุดในโลกในกาตาร์ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่ยืดเยื้อมากขึ้นจากความขัดแย้งนี้
นอกจากนี้ยังปรับตัวตามตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ร่วงลงจนดัชนีดาวโจนส์ปิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของปี หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5% ถึง 3.75% และความเห็นของประธานเจอโรม พาวเวลล์ ลดความคาดหวังเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยลง
นายพาวเวลล์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในอิหร่านได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ทำให้การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยทำได้ยากขึ้น
Dot plot หรือประมาณการณ์ ของธนาคารกลางสหรัฐฯคาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 และอีกครั้งในปี 2027 แม้ว่าช่วงเวลาที่แน่นอนจะยังไม่ชัดเจนก็ตาม
เจ้าหน้าที่เฟดปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2026 เป็น 2.7% จากเดิม 2.4% โดยที่น่าสังเกตคือ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานที่มีความผันผวนสูง ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.7% เช่นกัน
ในเอเชียนักลงทุนจับตาการตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75%
ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ร่วงลงกว่า 2% นำหน้าดัชนีอื่นๆ ในเอเชีย หลังจากที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในภูมิภาคเมื่อวันพุธ หุ้นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมชิปอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ปรับตัวลงมากกว่า 3%
ดัชนี SSE ตลาดหุ้นจีนอยู่ที่ 4,036.076 จุด ลดลง 26.908 จุด, -0.66%
ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงอยู่ที่ 25,616.42 จุด ลดลง 409.00 จุด, -1.57%
ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้อยู่ที่ 5,767.67 จุด ลดลง 157.36 จุด, -2.66%
ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันอยู่ที่ 33,820.88 จุด ลดลง 527.7 จุด, -1.54%
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 2.4 ดอลลาร์หรือ 2.49% ซื้อขายที่ 98.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 3.78 ดอลลาร์ หรือ 3.52% ซื้อขายที่ 111.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
