“หุ้นโตเกียว-เอเชีย” บวก รอผลประชุมเฟด

HoonSmart.com>>”ตลาดหุ้นโตเกียว” เช้านี้พุ่ง 2% แรงซื้อหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีปรับตัวสูงขึ้น “ตลาดหุ้นเอเชีย” บวกเกือบทั้งภูมิภาค นำโดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเล็กน้อย

ตลาดหุ้นโตเกียวเช้านี้พุ่งสูงขึ้น โดยเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า หลังจากตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีปรับตัวสูงขึ้น

ในตลาดหลัก (Prime Market) กลุ่มที่นำการปรับตัวขึ้น ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันและถ่านหิน กลุ่มโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก และกลุ่มเหมืองแร่

ข้อมูลจากรัฐบาลญี่ปุ่นที่เผยแพร่เช้าวันนี้แสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นเกินดุลการค้า 57.3 พันล้านเยน (361 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนกุมภาพันธ์ กลับมามีดุลการค้าเกินดุลเป็นครั้งแรกในรอบสองเดือน โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกชิปไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่เพิ่มขึ้น

กระทรวงการคลังระบุในรายงานเบื้องต้นว่า การส่งออกเพิ่มขึ้น 4.2% เป็น 9.57 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่หก การนำเข้าเพิ่มขึ้น 10.2%จากปีก่อนหน้า เป็น 9.51 ล้านล้านเยน เนื่องจากความต้องการชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จากญี่ปุ่น

ดอลลาร์อ่อนค่าลงในวันพุธ เนื่องจากตลาดเริ่มกลับมามีความอยากเสี่ยงบ้างเล็กน้อย ก่อนการตัดสินใจสำคัญของธนาคารกลางหลายแห่ง

เงินเยนแข็งค่าขึ้นจากระดับที่ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงตลาดโดยโตเกียว ก่อนการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในกรุงวอชิงตัน ส่วนเงินยูโรทรงตัวหลังจากแข็งค่าขึ้นสองวันติดต่อกัน ก่อนการประชุมของธนาคารกลางยุโรปในวันเดียวกัน

ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับตะกร้าสกุลเงินต่างๆ ซื้อขายอยู่ที่ 99.56 หลังจากลดลงมาสองวันติดต่อกัน ค่าเงินยูโรเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอยู่ที่ 1.1538 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น 0.06% สู่ระดับ 158.91 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ

ณ เวลา 9.23 น. ตามเวลาประเทศไทย

ดัชนี Nikkei 225 อยู่ที่ 54,789.91 จุด เพิ่มขึ้น1.089.52 จุด, +2.03%

ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกปรับขึ้นเกือบทั้งภูมิภาค นำโดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเล็กน้อย บ่งชี้ว่านักลงทุนพยายามมองข้ามความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น และมองหาเสถียรภาพในตลาด

สงครามในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนอยู่ในภาวะตึงเครียด การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระลอกใหม่ยิ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานเป็นเวลานานท่ามกลางสงครามกับอิหร่าน

ดัชนี MSCI Asia Pacific ปรับตัวขึ้น 1.3% โดยกลุ่มย่อยส่วนใหญ่จากทั้งหมด 11 กลุ่มปรับตัวขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สาม

ราคาน้ำมันดิบ Brentลดลงประมาณ 1% มาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ว่าอิหร่านจะยืนยันการเสียชีวิตของหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง

การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมดได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงาน โดยแรงสั่นสะเทือนส่งผลต่อหุ้นและพันธบัตร ท่ามกลางความกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ สิ่งที่นักลงทุนจับตามองมากที่สุดในขณะนี้คือการตอบสนองของฝ่ายนโยบาย โดยเฉพาะเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมประกาศการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในวันพุธนี้ โดยคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5% ถึง 3.75% ในวันพุธนี้ตามเวลาสหรัฐ

ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารแห่งอังกฤษ และธนาคารแห่งญี่ปุ่น จะประกาศในวันถัดไป ซึ่งคาดว่าธนาคารกลางทั้งสามแห่งจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม ขณะที่นักลงทุนจับตาการให้ความเห็นเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อและแนวโน้มเศรษฐกิจท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

สำหรับประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยุติความพยายามที่จะชักชวนพันธมิตรเข้าร่วมสงคราม และตำหนิพันธมิตรที่ปฏิเสธคำเรียกร้องของเขาอย่างเปิดเผย แม้ว่าเขาจะยังคงยืนยันว่าความขัดแย้งจะยุติลงในไม่ช้าก็ตาม

นอกจากนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า จีนไม่มีปัญหากับการเลื่อนกำหนดการเดินทางเยือนปักกิ่งของเขา ซึ่งเดิมกำหนดไว้ว่าจะเริ่มในปลายเดือนนี้ และ
คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก “ห้าหรือหกสัปดาห์”

ดัชนี SSE ตลาดหุ้นจีนอยู่ที่ 4,040.254 จุด ลดลง 9.654 จุด, -0.24%
ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงอยู่ที่ 25,856.64 จุด ลดลง 11.9 จุด, -0.05%
ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้อยู่ที่ 5,841.32 จุด เพิ่มขึ้น 200.84 จุด, +3.56%
ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันอยู่ที่ 34,225.57 จุด เพิ่มขึ้น 389.00 จุด, +1.15%

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนเมษายนลดลง 1.38 ดอลลาร์หรือ 1.43% ซื้อขายที่ 94.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคมลดลง 0.89 ดอลลาร์ หรือ 0.86% ซื้อขายที่ 102.53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–