HoonSmart.com >> IROYAL ตั้งเป้าปี 2569 รายได้โตต่อเนื่อง 20-25% เรือธง Oil & Gas และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สร้าง New S-Curve เตรียมประมูลงานใหม่ 2,000 ลบ.เสริมงานในมือ 611 ลบ. ตั้งเป้างานใหม่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ลบ. ด้านผลงานปี 68 สุดปัง ! all time high กวาดรายได้ 486 ล้านบาท ฟันกำไรสุทธิ 135 ล้านบาท เตรียมชงผู้ถือหุ้น จ่ายเงินปันผล 0.43 บาท/หุ้น ยีลด์แรง 7%

บริษัท อินเตอร์รอแยล เอ็นจิเนียริ่ง (IROYAL) ผู้นำด้านวิศวกรรมพลังงานและเทคโนโลยีอัจฉริยะ นำเสนอผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และแผนการดำเนินธุรกิจปี 2569 ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน “Opportunity Day” วันนี้ (16 มี.ค.69) โดยมีนายภณภัทร เมฆาสุวรรณดำรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวประภาพรรณ ประภัทรโพธิพงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IROYAL เป็นผู้นำเสนอข้อมูล
นายภณภัทร เมฆาสุวรรณดำรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IROYAL กล่าวว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่บริษัทยังเติบโตต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้เติบโต 20-25% จากฐานปี 2568 ที่ทำสถิติรายได้สูงถึง 486 ล้านบาท(+155%) และกำไรสุทธิ135 ล้านบาท (+129%) เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมเสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติการจ่ายปันผลงวดประจำปี 2568 หุ้นละ 0.43 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 7% โดยกำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้นในการรับเงินปันผล (XD) วันที่ 29 เมษายน 2569
ปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจของกลุ่ม IROYAL จะมาจาก 4 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย
1. กลุ่มธุรกิจพลังงาน (Power Plant Solution)
2. กลุ่มสนับสนุนธุรกิจปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ (Oil and Gas Solution)
3. กลุ่มธุรกิจสนับสนุนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน (Energy Transition Solution)
4. กลุ่มธุรกิจสื่อสาร โซลูชันอัจฉริยะ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง (Intelligent System and Defense Tech Solution)
สำหรับปี 2569 บริษัทมุ่งขยายธุรกิจ Oil and Gas และ เทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง ซึ่งธุรกิจ Oil and Gas ส่วนมากเป็นรายได้ระยะยาว 3-5 ปี
ล่าสุดบริษัทเพิ่งได้เซ็นสัญญารับงานมูลค่า 345 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ ตั้งแต่ไตรมาส 1 ของปีนี้ ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี ขณะที่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง บริษัทให้บริการระบบป้องกันอากาศยานไร้คนขับ หรือ Anti-Drone
นอกจากนี้ยังมีระบบ Drone Monitoring เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดยเฉพาะการเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการปฏิบัติงานของลูกค้าได้อย่างมีนัยสําคัญ ปัจจุบันบริษัทมีสัญญางานในกลุ่มดังกล่าวประมาณ 72 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ของปีนี้ และต่อเนื่องไปอีก 5 ปี
กลุ่มธุรกิจหลักด้านพลังงาน (Power Plant Solution) คาดว่าปีนี้จะขยายตัวราว 10–15% สูงกว่าการเติบโตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 3–5% รายได้หลัก มาจาก 3 ส่วน ได้แก่
1. บริการจัดหาและบริหารซัพพลายเชนอุปกรณ์และอะไหล่สำหรับโรงไฟฟ้าอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ
2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของลูกค้าเพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต
3. การบริหารสินค้าคงคลังแบบ Vendor Managed Inventory (VMI) ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาว 3 ปี มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท ช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) และสร้างความมั่นคงของรายได้ในอนาคตในอนาคตให้กับบริษัทและสะท้อนความเชื่อมั่นของ ลูกค้าที่มีต่อศักยภาพการบริหารจัดการของบริษัท
ส่วนธุรกิจสนับสนุนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน (Energy Transition Solution) มุ่งเน้นการให้บริการด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน เช่น ระบบสาธารณูปโภค บริหารจัดการ ของเสียจากอุตสาหกรรมเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
ปัจจุบัน IROYAL มีงานในมือ (Backlog) 611 ล้านบาท ปีนี้เตรียมประมูลงาน 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้า ประมาณ 200 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจ Oil and Gas มูลค่า 600 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจสื่อสาร โซลูชันอัจฉริยะและเทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง (Intelligent System and Defense Tech Solution) มูลค่างาน 1,200 ล้านบาท และกลุ่มสาธารณูปโภค และพลังงานทดแทน มูลค่า 200 ล้านบาท คาดหวังได้งานประมูลเข้ามาเติม Backlog ประมาณ 1,000 ล้านบาท
ด้านนางสาวประภาพรรณ ประภัทรโพธิพงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IROYAL กล่าวเสริมว่า ธุรกิจของ IROYAL เน้นตลาดเฉพาะทาง หรือ Niche Market ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะ ด้าน และประสบการณ์สูง เป็นการบริหารโครงการควบคู่ ไปกับพันธมิตรที่มีความแข็ง แกร่งด้าน เทคนิคและนวัตกรรม ทำให้บริษัทสามารถรับงานโครงการขนาดใหญ่ และงานที่มีความซับซ้อนได้อย่างคล่องตัว ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของ IROYAL ที่ลูกค้าให้ความเชื่อมั่น ในการใช้บริการของเรา
“คาดว่าปีนี้ สัดส่วนรายได้จากภาครัฐและเอกชน จะมีสัดส่วนเท่ากัน 50% จากปี ที่ผ่านมามีสัดส่วนจากภาครัฐ 60% แต่ปัจจุบัน IROYAL ขยายมาสู่ธุรกิจ Oil and Gas และกลุ่ม Defense Tech มากขึ้น ทำให้สัดส่วนรายได้จากภาคเอกชนมากขึ้น” รองซีอีโอ กล่าว
ในด้านฐานะการเงินของบริษัท มีความแข็งแกร่ง โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) เพียง 0.1 เท่า ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถรองรับการขยายธุรกิจหรือตอบสนองต่อโอกาสที่จะเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ อย่างไรก็ตามบริษัทได้ เตรียมแผนรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ทั้งในเรื่องความผันผวนของอัตรา แลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน ต้นทุนวัตถุดิบ และโลจิสติกส์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผลกระทบเนื่องจากสินค้าของบริษัท ไม่ได้ขนส่งผ่านช่องทางที่มีปัญหา
