HoonSmart.com>>”ธนาคารทหารไทยธนชาต” (TTB) เดินหน้าสร้างกำไร โมเดลธุรกิจหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมหลากหลายโต ต้นทุนลดลงจากประสิทธิภาพที่ดีขึ้น มองหนี้เสียผ่านจุดต่ำสุดแล้ว บล.เมย์แบงก์ปรับคำแนะนำเป็น”ซื้อ” อัพราคาเหมาะสม 2.40 บาทจากเดิม 2.10 บาท โครงการซื้อหุ้นคืนหนุน ROE แถมเงินปันผลเป็น 80% ของกำไร บล.กรุงศรีมองแบงก์เป็น Value Play จ่ายเงินปันผลสูง คาดปีนี้ 6-8% เชียร์ KBANK-KTB เป็น Top Pick

นาย ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) เปิดเผยว่า แนวโน้มกำไรและรายได้ของ TTB จะสามารถเติบโตได้ ถึงแม้ว่าสินเชื่อและค่าธรรมเนียมจะเติบโตไม่ได้ก็ตาม เนื่องจากธนาคารฯมี Solution ที่ถูกต้อง เพิ่มประสิทธิภาพและต้นทุนถูกลง ดังนั้นกำไรจะต้องดีขึ้น
ส่วนเรื่องการปรับปรุงการเก็บค่าธรรมเนียมในระบบธนาคาร อย่าเพิ่งตกใจ ไม่ได้แปลว่ารายได้ทั้งหมดจะหมดไป สมาคมธนาคารไทยและผู้ว่าการธปท.มีพันธกิจที่จะทำค่าธรรมเนียมให้ชัดเจน โปร่งใส สะท้อนต้นทุน คนตัวเล็กตัวน้อย จะต้องไม่เดือดร้อน
“สมาคมธนาคารไทยมีนัดจะคุยกับธปท.มีความตั้งใจที่จะนําเสนอกรอบหลักคิดใหญ่ เราควรจะต้องดูแลปกป้อง คนตัวเล็กตัวน้อย เรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมของแบงก์ ควรสอดคล้องกับต้นทุน ใครสร้างภาระ คนนั้นจ่าย ไม่ใช่คนสร้าง ไม่ต้องจ่าย คนจ่ายไม่ได้สร้าง ปัจจุบัน SME ที่ไม่มีทางเลือก ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมากเกินไป”นายปิติกล่าว
ทางด้านนายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ TTB กล่าวว่า คุณภาพสินทรัพย์ของระบบแบงก์ดีขึ้น เรื่องหนี้เสีย (NPLs)ได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว หากเศรษฐกิจไม่เผชิญแรงกระแทกใหม่ การบริหารลูกหนี้อย่างใกล้ชิดและการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงของการไหลเข้าสู่ NPLs ทำให้รายได้ดอกเบี้ยมีเสถียรภาพมากขึ้น
“ต่อให้สินเชื่อไม่ได้เติบโตมาก แต่ถ้าเรารักษาคุณภาพลูกค้าได้ ไม่ให้ไหลไปเป็น NPLs ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของธนาคารในช่วงเศรษฐกิจที่เปราะบางเช่นนี้”นายฐากร กล่าวว่า
ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมก็ดีขึ้นโตสองหลัก ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาธนาคารได้พาลูกค้าไปลงทุนมากขึ้น ทำให้จำนวนลูกค้าและสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุน(AUM) เติบโต รวมถึงค่าธรรมเนียมประกัน เช่นประกันสุขภาพดีขึ้น และประกันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการลงทุนอย่าง Unit Link ก็สามารถเติบโต พร้อมการวางแผนเกษียณ นอกจากนี้ รายได้จากค่าธรรมเนียมจากบัตรเดบิต-เครดิตและATM
นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ TTB กล่าว่า ธนาคารฯยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากการช่วยให้ธุรกิจบริหารธุรกรรมระหว่างประเทศได้ครบวงจร ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่า 10% แนะนำให้หันไปใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) เช่น เงินหยวนอ่อนค่าเพียง 3%ช่วยเพิ่มกำไรให้กับลูกค้า
นอกจากนี้ยังช่วยให้นักลงทุนต่างประเทศมาซื้อและโอนอสังหาริมทรัพย์ในไทยได้เร็วขึ้น เวลาทําเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนต้องมีหลักฐาน โดยใช้เวลาเพียงหนึ่งวันแตกต่างจากธนาคารอื่นๆ ทำให้มีส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น TTB เป็น”ซื้อ”จากเดิม”ถือ” และเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 2.40 บาท จากเดิมอยู่ที่ 2.10 บาท ฝ่ายวิจัยคาดว่า TTB จะใช้เงินประมาณ 1.59 หมื่นล้านบาทในการซื้อหุ้นคืนในปี 2569 และอีกประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2570-2571
ในกรณีฐาน ฝ่ายวิจัยคาดว่า ROE ของ TTB จะเพิ่มเป็น 9.2% ในปี 2571 ภายใต้สมมติฐานอัตราการจ่ายเงินปันผล 60%
ในกรณีดีที่สุด ROE อาจเพิ่มเป็น 9.7% ในปี 2571 หาก TTB ใช้เงินซื้อหุ้นคืน 9.6 พันล้านบาทในปี 2569 และประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2570-2571 หลังจากบอร์ดได้เพิ่มวงเงินโครงการซื้อหุ้นคืนเป็น 3.5 หมื่นล้านบาท จากเดิม 2.1 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งขยายโครงการไปจนถึงสิ้นปี 2571 จากเดิมปี 2570
นอกจากนี้คาดว่า TTB จะเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลเป็น 80% ของกำไรสุทธิ หลังจากโครงการซื้อหุ้นคืนสำเร็จ หากราคาหุ้นซื้อขายใกล้ระดับ 1 เท่าของ P/BV ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป
บล.กรุงศรีคงมองธีมการลงทุนกลุ่มธนาคารเป็น Value Play คาดว่าปี 2569 จะยังให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง คาดที่ 6-8% ต่อปีเพราะธนาคารมีเงินกองทุนสูง เห็นได้จากปี 2568 มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ และอัตราส่วนความเพียงพอของ
เงินกองทุน (CAR) ที่ 17-22% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำและส่วนเพิ่มที่ทางธปท.กำหนด นอกจากนี้ธนาคารไม่มีการลงทุนใหม่ขนาดใหญ่ โดยคง KBANK และ KTB เป็น Top Pick
สำหรับแนวโน้มกำไรไตรมาสแรกปี 2569 คาดลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) จากการลดลงของ NIM ตามดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการลดลงของสินเชื่อรวม และเงินลงทุน ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ที่ผ่านมา (QoQ) จากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ตามปัจจัยฤดูกาล โดยคาดกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 2.12 แสนล้านบาท ลดลง -6%จากปีก่อน
“ภาพรวมปี 2569 มองการบริหารค่าใช้จ่าย ทั้งต้นทุนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน(OPEX)และค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) เป็นประเด็นหลักที่จะช่วยพยุงกำไรสุทธิของธนาคาร รวมถึงการบริหารความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์ เราคาดสถานการณ์ปัจจุบันเป็นระดับที่ธนาคารสามารถควบคุมได้ ส่วนประเด็นสงครามตะวันออกกลาง คาดธนาคารได้รับผลกระทบในด้านค่าครองชีพของลูกหนี้ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ดังนั้นมีโอกาสเห็นค่าใช้จ่ายสำรองมากกว่าคาด”บล.กรุงศรีระบุ
