HoonSmart.com>>บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) แนะนำ 3 กองทุนเด่น รับมือสงครามตะวันออกกลางเดือด ชูกองทุนน้ำมัน I-OIL น้ำมัน USO หนึ่งเดียวในไทยให้ผลตอบแทนใกล้เคียง Spot มากสุด , “กองทุนตลาดหุ้นเกิดใหม่ M-EM, M-FREEDOM” มองผลกระทบวงจำกัด คาดคลี่คลายใน 4-8 สัปดาห์ มองจังหวะทยอยสะสม กองทุนหุ้นเทคโนโลยีจีน “M-CTECH” แรงหนุนนโยบายรัฐจีน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี (MFC) แนะนำ 3 กองทุนรับมือสงครามตะวันออกกลางช่วงนี้ ได้แก่
1.กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ออยล์ ฟันด์ (I-OIL) ได้รับอานิสงส์ราคาน้ำมันพุ่ง จุดเด่นกองทุนลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน United States Oil Fund LP (USO) กองทุนเดียวในไทยที่ผลตอบแทนใกล้เคียง Spot มากสุด เหมาะกับสายเก็งกำไรเสี่ยงสูงมาก
ทั้งนี้ กองทุน USO บริหารและจัดการโดย United States Commodity Funds, LLC เพียงกองทุนเดียว ซึ่งกองทุน USO เป็น ETF ที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) โดยเน้นถือ สัญญาใกล้หมดอายุที่สุด (Front-Month Futures) เป็นหลักเหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุน เพื่อให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับ Spot Price มากที่สุด
นอกจากนี้ กองทุนต้องทำการ Roll สัญญา ทุกเดือน คือขายสัญญาเดิมที่ใกล้หมดอายุและซื้อสัญญาเดือนถัดไปเข้ามาแทน ซึ่งทำให้ผลตอบแทนของกองทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างของตลาดฟิวเจอร์สด้วย
ปัจจุบันความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งระหว่าง United States และ Iran ได้เพิ่มความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง ทำให้ความต้องการน้ำมันเพื่อส่งมอบในระยะสั้นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างราคาน้ำมันในตลาดฟิวเจอร์สมีลักษณะ Backwardation ซึ่งเป็นภาวะที่ราคาสัญญาฟิวเจอร์สระยะใกล้สูงกว่าสัญญาเดือนถัดไปหรือระยะยาว สะท้อนว่าตลาดให้มูลค่ากับการมีสินค้าพร้อมใช้ในปัจจุบันมากกว่าในอนาคต ภาวะนี้มักเกิดเมื่อมีความตึงตัวด้านอุปทานหรือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบการส่งมอบสินค้าโภคภัณฑ์
“ภายใต้โครงสร้างตลาดแบบ Backwardation นักลงทุนใน ETF อย่าง USO จะได้รับ Positive Roll Yield เนื่องจากกองทุนสามารถ ขายสัญญาปัจจุบันที่ราคาสูงกว่า และไปซื้อสัญญาเดือนถัดไปที่ราคาต่ำกว่า ทำให้เกิดผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนสัญญา ทั้งนี้ กองทุน I-OIL มีความเสี่ยงสูงมากระดับ 8 ซื้อขายได้ทุกวันทำการ”
2.กองทุนตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) แนะนำกองทุน M-EM และ M-FREEDOM (ความเสี่ยงระดับ 6)
บลจ.เอ็มเอฟซี มีมุมมองการลงทุนบนสถานการณ์ความขัดแย้งของตะวันออกกลางว่า ธีมการเติบโตหลักไม่เปลี่ยน สงครามเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ว่าจะจบเร็วหรือช้า ผลกระทบต่อตลาดจะค่อยๆ ลดทอนลงตามกาลเวลา แต่ AI และ Technology เป็น Structural Megatrend ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปอีกหลายปี การลงทุนด้าน AI Infrastructure ทั่วโลกคาดว่าจะสูงถึง 655 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 — ตลาดจะกลับมาให้ความสำคัญกับธีมระยะยาวเหล่านี้เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่จะกำหนดทิศทางผลตอบแทนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า มากกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งระยะสั้น
ตลาดเกิดใหม่ อยู่ใน “จุดเริ่มต้น” ของ AI Value Chain: Emerging Markets มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างในช่วงต้นน้ำ ตั้งแต่ Raw Materials ถึง Upstream — ไม่ว่าจะเป็น Semiconductor, Hardware หรือ Design & Equipment ล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ไต้หวันและเกาหลีใต้ครองตลาดโลก
นอกจากนี้ตลาดเกิดใหม่ ครอบครอง Critical Minerals ที่โลกขาดไม่ได้: ชิลี (Copper & Lithium), อินโดนีเซีย (Nickel), แอฟริกาใต้ (Platinum), เม็กซิโก (Silver) — ล้วนเป็นแร่สำคัญสำหรับ AI Data Center, Semiconductor, แบตเตอรี่ EV และพลังงานสะอาด
“MFC มองอาจเป็นโอกาส Buy the Dip ใน EM: DXY ขึ้นมาใกล้ 100 แต่เราประเมินว่าการแข็งค่าของดอลลาร์รอบนี้เป็น Flight-to-Safety ชั่วคราว จึงมองหุ้นตลาดเกิดใหม่สามารถทยอยสะสม/ถือต่อ เนื่องจากได้ราคาที่ต่ำกว่าช่วง Peak ก่อนเหตุการณ์ พร้อมรับโอกาสฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ยังคงมองกรณีฐานว่า ความขัดแย้งจะจำกัดขอบเขตและคลี่คลายภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ถูกปิดกั้นเป็นเวลานาน”
ขณะที่สัญญาณจากผู้นำ ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าปฏิบัติการจะใช้เวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์ ขณะที่ New York Times รายงานว่าฝั่งอิหร่านส่งสัญญาณความพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ แม้จะปฏิเสธในภายหลัง แต่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่ายังมีช่องทาง Diplomatic อยู่
ราคาน้ำมันยังไม่ทะลุระดับวิกฤต Brent Crude อยู่ที่ 83-85 ดอลลาร์/บาร์เรล ยังต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะเริ่มส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก
กลยุทธ์การลงทุน สำหรับคนที่ลงทุน M-EM อยู่แล้ว แนะนำถือต่อ: ภายใต้ Base Case สงครามจำกัด ตลาดมีแนวโน้มฟื้นตัวภายใน 1-3 เดือน จากการ Panic Sell ในจังหวะ Risk-Off
ส่วนคนที่สนใจลงทุนหุ้น EM แนะนำทยอยสะสม (Buy the Dip) ใช้จังหวะตลาดย่อตัวทยอยเข้าลงทุนในสินทรัพย์พื้นฐานแข็งแกร่ง กองทุนแนะนำ ได้แก่ M-FREEDOM และ M-EM
3.กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไชน่า เทคโนโลยี (M-CTECH) เน้นลงทุนหุ้นเทคโนโลยีจีนยุคใหม่ การประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ประจำปี 2026 ส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลจีนกำลังเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจากยุค “เติบโตร้อนแรง” สู่ยุค “เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน”
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ไว้ที่ 4.5% – 5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 เพื่อซื้อเวลาและเพิ่มพื้นที่ว่าง (Policy Space) ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ขจัดความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ และรับมือกับความผันผวนของโลก
ด้านนโยบายการคลังที่เน้นเสถียรภาพตั้งเป้าอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ไว้ที่ 2% เพื่อดึงเศรษฐกิจพ้นภาวะเงินฝืด พร้อมรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณไว้ที่ 4% ของ GDP และออกพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นพิเศษวงเงิน 4.4 ล้านล้านหยวน เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ปราบปรามการแข่งขันที่ทำลายล้าง (Involution) รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการจัดระเบียบสงครามราคาในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเตรียมสร้างตลาดระดับชาติที่เป็นเอกภาพ เพื่อลดการแข่งขันตัดราคาที่รุนแรงเกินไป
ขณะที่ขุมพลังใหม่แห่งการขับเคลื่อน ท่ามกลางแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันชิป AI (เช่น Nvidia และ AMD) จากสหรัฐฯ จีนได้เลือกใช้ยุทธศาสตร์ “การพึ่งพาตนเอง (Self-reliance)” และยกระดับเทคโนโลยีให้เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญกว่าการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น
จีนเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนา “กำลังการผลิตใหม่” (New Productive Forces): ทิศทางนโยบายระดับชาติได้เปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาภาคอสังหาฯ ไปสู่การทุ่มเททรัพยากรให้กับการพัฒนา “กำลังการผลิตใหม่” (New Productive Forces) มุ่งเป้าการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยมีการเพิ่มงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถึง 10% แตะระดับ 4.26 แสนล้านหยวน
พร้อมเร่งสร้าง AI Ecosystem รัฐบาลเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติอย่าง “Computing Clusters” และเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการประมวลผล AI ขั้นสูง
ทะลวงคอขวดนวัตกรรม จีนประกาศใช้ “มาตรการพิเศษ” เพื่อสร้างความก้าวหน้าในสมรภูมิเทคโนโลยีหลัก ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และส่วนต่อประสานระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interfaces)
ด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นการเติบโตด้านเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างชัดเจน นี่จึงเป็น “โอกาสทอง” สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับเมกะเทรนด์ของจีน ซึ่งนำไปสู่บทบาทสำคัญของกองทุนที่ถูกออกแบบมาเพื่อดักจับโอกาสนี้อย่าง M-CTECH
กลยุทธ์การลงทุน เนื่องจากดัชนี Hang Seng TECH ปรับตัวลงมาอยู่บริเวณแนวรับ 4,750 -4,800 จุด และ RSI อยู่ระดับ 36.75 (Oversold)
นักลงทุนที่มีอยู่กองทุนดังกล่าวอยู่และสามารถรับความเสี่ยงได้ เราแนะนำให้ “ถือ” เนื่องจากได้แรงหนุนเชิงนโยบายของรัฐบาลล
นักลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนเกินกว่าระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และกังวลต่อความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันภาพรวมตลาด แนะนำให้อาศัยจังหวะที่ดัชนีฟื้นตัว (Rebound) ในการพิจารณาทยอยลดน้ำหนักการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม
———————————————————————————————————————————————————–

