บจ.กว่า 80%มั่นใจรายได้ปีนี้โต เดินหน้าลงทุน ไม่เร่ง M&A

HoonSmart.com>>ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์(SET)-สมาคมบจ.เปิดผลสำรวจผู้บริหารบจ. กว่า 73% คาดเศรษฐกิจปีนี้โต 1-2% กว่า 80% มั่นใจรายได้โตต่อเนื่อง 3/4 มอง1 ปีข้างหน้าโอกาสเหมาะสมลงทุน ทั้งใน-ต่างประเทศ มุ่งเวียดนาม  ปรับ 4 กลยุทธ์รับมือความท้าทาย 1.เพิ่มประสิทธิภาพผลิต 2.เดินหน้าลงทุนโดยยังให้ไทยเป็นฐานหลัก 3.ปรับกลยุทธ์การตลาด 4.ปรับโครงสร้างธุรกิจเสริมความยืดหยุ่น  แต่ยังไม่เร่งทำ M&A 

ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ในปี 2569 เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ และประเด็นที่น่าสนใจในปี 2569  ในช่วงวันที่ 23 ม.ค. – 13 ก.พ.2569 มีบริษัทจดทะเบียนร่วมแสดงความคิดเห็นทั้งสิ้น 234 บริษัท (SET 180 บริษัท และ mai 54 บริษัท) จาก 8 อุตสาหกรรม 26 หมวดธุรกิจ คิดเป็น 53.9% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันที่ 16 ก.พ. 2569

• 73% ของ CEO คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตที่ 1-2% โดยแรงหนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและนโยบายการคลัง ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญคือเสถียรภาพทางการเมือง กำลังซื้อในประเทศ และหนี้ครัวเรือนระดับสูง ทั้งนี้ ราวครึ่งหนึ่งประเมินว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1–3% ของธนาคารแห่งประเทศไทย

• CEO เกินกว่า 80% คาดการณ์รายได้ของบริษัทฯ ยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 โดยกว่า 2 ใน 3 ประเมินการเติบโตในช่วง 0–10%  ในระดับ สูง และ สูงมาก กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการมากที่สุด  สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่ภาคการเงินและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ประเมินการเติบโตในระดับปานกลางมากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีมุมมองกระจายตัวสูง สะท้อนความไม่แน่นอนของภาวะอุปสงค์ในประเทศ

• 3 ใน 4 ของ CEO มองว่า 12 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุน โดยให้ความสนใจทั้งประเทศไทยและอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย นอกจากนี้ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน และอินเดียยังได้รับความสนใจจากผู้บริหารหลายบริษัท บางส่วนให้ความสนใจกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นสองภูมิภาคที่อยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับไทย ขณะที่กลุ่มบริการมีการกระจายการลงทุนในหลายประเทศมากที่สุด แสดงถึงความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ แม้บางอุตสาหกรรมยังมีท่าทีระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน

“เวียดนามเป็นจุดหมายหลักของหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจบริการ และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม สะท้อนบทบาทในฐานะฐานการผลิตและตลาดเติบโตในอาเซียน”

• บจ.ปรับกลยุทธ์รับมือความท้าทายผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีและพลังงานทดแทน การเดินหน้าลงทุนโดยยังให้ไทยเป็นฐานหลักโดยไม่เร่งระดมทุนเพิ่ม การปรับกลยุทธ์การตลาดทั้งด้านสินค้า ราคา และช่องทางจัดจำหน่าย รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อเสริมความยืดหยุ่น แม้ยังไม่เร่งทำ M&A ในระยะนี้

• CEO ส่วนใหญ่มุ่งสร้างมูลค่าผ่านการเติบโตของธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจหลักควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจสู่โอกาสใหม่ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงและโครงสร้างทางการเงินอย่างเหมาะสม มากกว่าการตอบแทนผู้ถือหุ้นในระยะสั้น ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวมีความสอดคล้องกันในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

ในด้านปัจจัยเสี่ยง การให้น้ำหนักแตกต่างกัน  โดยกลุ่ม Agri & Food ให้ความสำคัญกับอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก สะท้อนความอ่อนไหวของธุรกิจส่งออกต่อความผันผวนของค่าเงิน ขณะที่กลุ่ม Property & Construction ให้น้ำหนักกับหนี้สินภาคครัวเรือนมากกว่า สะท้อนความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างภาระหนี้ ความสามารถในการกู้ยืม และอุปสงค์ในภาคอสังหาริมทรัพย์

การเพิ่ม Shareholder Value เป็นหัวใจของการกำหนดกลยุทธ์องค์กร ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสามารถของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งในรูปของกำไร การเติบโต และความเชื่อมั่นในตลาดทุน ทั้งนี้ การสร้างมูลค่าในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยทั้งประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนเงินทุน และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้านในแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการส่งเสริมให้บจ.เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพของตลาดทุนไทยในระยะยาว

“ผู้บริหารบจ.ให้ความสำคัญกับการสร้าง Shareholder Value ในรูปแบบของการเติบโตทางธุรกิจเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นการเพิ่มการลงทุนในธุรกิจหลักเดิม (37%) ควบคู่ไปกับการแสวงหาโอกาสในธุรกิจใหม่”

ขณะที่การจัดสรรโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสม ได้รับความสำคัญในระดับปานกลาง สะท้อนว่าการบริหารความเสี่ยง เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างมูลค่าในระยะยาว

ในทางกลับกัน การให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน มีสัดส่วนที่ให้ความสำคัญสูงสุดค่อนข้างน้อย สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจในระยะยาว มากกว่าการมุ่งเน้นการตอบแทนผู้ลงทุนในระยะสั้น

ทั้งนี้ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม สะท้อนมุมมองที่ค่อนข้างสอดคล้องกันในภาพรวมของภาคธุรกิจ

 
 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–