HoonSmart.com>>บล.ดาโอ คาดแนวโน้ม SET ผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประเมินกรอบดัชนีสัปดาห์นี้ 1,500-1,560 จุด พร้อมเปิดโผหุ้นถูกกระทบจากสงครามอิสราเอล-อิหร่าน มอง “บวก” กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น หุ้นที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ “กลุ่มโรงไฟฟ้า, สายการบิน, ท่องเที่ยว, ปิโตรเคมี, ค้าปลีกน้ำมัน, กลุ่มส่งออก และรับเหมาก่อสร้าง”

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) หรือ DAOLSEC คาดแนวโน้มดัชนี SET จะมีความความผันผวน ตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง หากจบได้หรือวงจำกัด จะเป็นบวกต่อตลาด ด้านความผันผวนจากการ rebalance ของ MSCI จะหมดไปแล้ว แต่จะมีเรื่องของการรายงานกำไรตลาดที่จะสิ้นสุดในวันจันทร์นี้ พร้อมกับการขึ้น “XD” ของหุ้นต่างๆ ที่จะลดกำลังซื้อหุ้นในตลาดลง นอกจากนี้ ยังต้องรอดูว่า จะมีการยื่นฟ้อง กกต. ในแบบใดด้วย ประเมินกรอบดัชนี สัปดาห์นี้ ไว้ที่ 1,500-1,560 จุด
DAOLSEC มีมุมมองเป็น “บวก” ต่อแนวโน้มราคาพลังงานในระยะสั้น เชื่อว่ามีโอกาสที่สงครามจะคงอยู่อย่างน้อย 2-4 เดือน แม้ว่าผู้นำสูงสุดและผู้นำระดับสูงของอิหร่านจะโดนสังหารแล้ว แต่กองกำลังทหารยังสามารถต่อสู้ได้อยู่ อีกทั้ง การโจมตีจาก US และอิสราเอลน่าจะเป็นการโจมตีระยะไกลเท่านั้น ไม่มีการส่งกองกำลังทหารพื้นราบ
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงขาขึ้น (upside risk) จากความเป็นไปได้ที่ Strait of Hormuz จะถูกปิด ทั้งนี้ ในสถานการณ์กรณีฐาน (base case scenario) ของเรา (2-4 เดือน) เราเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ในช่วง 65-75 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยแนวโน้มน้ำมันจะพุ่งขึ้นสูงในตอนแรก (80-90 ดอลลาร์/บาร์เรล) ก่อนจะทยอยปรับตัวลงมา อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นยังประมาณการสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยของเราไว้ที่ 67 ดอลลาร์/บาร์เรล
DAOLSEC มองเป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น คาดราคาพลังงานต้นน้ำที่น่าจะสูงขึ้นจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน (โดยเฉพาะพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น)
(+) กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น : DAOLSEC เชื่อว่า PTTEP จะได้ประโยชน์จากราคาขายน้ำมันเฉลี่ย (liquid ASP) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ โรงกลั่นน่าจะได้แรงหนุนจากกำไรจากสต๊อก (stock gain) ที่สูงขึ้นและอาจรวมถึงส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบ (crack spread) ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ เราแนะนำ PTTEP (ถือ/เป้า 120.00 บาท), BCP (ซื้อ/เป้า 40.00 บาท), TOP (ถือ/เป้า 50.00 บาท), และ SPRC (ถือ/เป้า 7.50 บาท)
Sector/หุ้น ที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า, สายการบิน, ท่องเที่ยว, ปิโตรเคมี, ค้าปลีกน้ำมัน, กลุ่มส่งออก และรับเหมาก่อสร้าง
(-) กลุ่มโรงไฟฟ้า : มีโอกาสที่ราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น แต่ค่า Ft ไม่สามารถปรับสะท้อนได้จากความพยายามควบคุมค่าไฟฟ้าจากภาครัฐ เป็น negative sentiment ต่อโรงไฟฟ้า SPP โดยเรียงลำดับจากหุ้นที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากมากไปน้อยคือ GPSC, BGRIM, GULF
(-) กลุ่มสายการบิน : มองว่าหุ้นกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจคิดเป็นประมาณ 30%-40% จากรายได้รวม และอาจทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลง หุ้นที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ THAI, BA, AAV
(-) กลุ่มท่องเที่ยว : ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจาก Middle East และยุโรปมีความเสี่ยงลดลง โดย 2025 มีสัดส่วนที่ 2.3% และ 25% ของนักท่องเที่ยวรวม ตามลำดับ หุ้นที่ได้รับ negative sentiment คือ CENTEL (ซื้อ/เป้า 42.00 บาท) มีโรงแรมที่ดูไบ สัดส่วนกำไรราว 10%, MINT (ซื้อ/เป้า 31.00 บาท) มีสัดส่วนรายได้โรงแรมที่ยุโรปราว 60%, ERW (ซื้อ/เป้า 3.80 บาท) และ SHR (ซื้อ/เป้า 2.60 บาท) มีสัดส่วนนักท่องเที่ยว Middle East ราว 7-8% ของ Room revenues
(-) กลุ่มปิโตรเคมี : มองว่าหุ้นในกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนวัตถุดิบ (feedstock) ที่สูงขึ้น ในขณะที่ ราคาขายยังมีปัจจัยกดดันจากแนวโน้มอุปสงค์ที่อ่อนแออยู่ ทั้งนี้ แนะนำ SCC (ขาย/เป้า 165.00 บาท), PTTGC (ถือ/เป้า 25.00 บาท), และ IVL (ซื้อ/เป้า 19.00 บาท)
(-) กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน : ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นมีโอกาสกดดันค่าการตลาด อย่างไรก็ดี ผลกระทบเชิงลบอาจจะถูกลดทอนด้วยความจริงที่ว่าสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (oil fuel fund) มีความแข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว ทั้งนี้ หุ้นที่ได้รับ negative sentiment คือ OR (ซื้อ/เป้า 18.00 บาท) และ PTG (ซื้อ/เป้า 11.50 บาท)
(-) กลุ่มส่งออก : ได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปตะวันออกกลาง รวมถึงค่าขนส่งโดยรวมอาจสูงขึ้น โดย SAPPE (ถือ/เป้า 32.00 บาท) ได้รับผลกระทบมากสุดจากสัดส่วนรายได้ Middle East & Others อยู่ที่ 10% รองลงมาเป็น AAI (ถือ/เป้า 4.50 บาท) มีโอกาสได้รับผลกระทบมากสุดเนื่องจากมีสัดส่วนรายได้ไปตะวันออกกลางราว 7% ขณะที่หุ้นอื่นๆ ที่อาจได้รับ negative sentiment ได้แก่ TU (ซื้อ/เป้า 14.00 บาท), ITC (ซื้อ/เป้า 20.00 บาท)
(-) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง : ได้รับผลกระทบจากแนวโน้มราคาน้ำมันสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนน้ำมันคิดเป็นราว 1-2%
———————————————————————————————————————————————————–

