บล.บัวหลวง ชี้ทุนนอกแห่ซื้อหุ้น Value หนุน SET มีโอกาสแตะ 1,600 จุด!

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง คาด SET มีโอกาสปรับขึ้นไปถึง 1,570–1,600 จุด! หากสงครามการค้า, ความตึงเครียดระหว่างประเทศ และการเมืองในประเทศ คลี่คลายไปในทิศทางบวก ระวังจุดขายทำกำไรแถว 1,500 จุด เดือน มี.ค.-เม.ย.เน้นสะสมหุ้นปันผล-หุ้น Value ในโซน 1,400–1,450 จุด แนะนำ 15 หุ้นสะสมครึ่งปีแรก

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Reserch บล.บัวหลวง มองว่า SET Index ยังมีโอกาสปรับขึ้นไปถึงระดับ 1,570–1,600 จุด หาก 3 เรื่องหลักคลี่คลาย ได้แก่

1. สงครามการค้า แม้สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีเดิมไม่ได้แล้ว แต่ยังมีโอกาสใช้มาตรการอื่นๆเพิ่มเติม ทำให้ผู้ส่งออกไทยได้รับผลกระทบทั้งบวกและลบ ขณะที่ความผันผวนของตลาดเพิ่มขึ้น

2. สงครามระหว่างประเทศ ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ กำหนดเส้นตาย 10–15 วันในการจัดการข้อพิพาท หากสถานการณ์บานปลายจนเกิดการปะทะจริง SET มีแนวโน้มปรับลงราว 4–5% ช่วงนี้ แนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โรงพยาบาล และ ICT มักจะ Outperform ในภาวะเช่นนี้

3. การเมืองในประเทศ นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อเมื่อ Valuation ถูก แต่เมื่อราคาปรับขึ้นจนถึงระดับ Fair Value ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศจะเป็นปัจจัยที่ถูกจับตามากขึ้น

“หากปัจจัยเสี่ยงทั้งสามคลี่คลายไปในทิศทางบวก ตลาดมีโอกาสปรับขึ้นไปถึง 1,570–1,600 จุดได้ แต่หากสถานการณ์ตึงเครียดโดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่เป็นจุดสำคัญของการเจรจาระหว่างประเทศ ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้นและอาจอยู่ในภาวะ Oversold แถวบริเวณ 1,500 จุด จึงมีโอกาสเกิดการปรับฐาน ช่วยให้ตลาดมีความสมดุลมากขึ้น โดยโซนที่น่าสะสมหุ้นอยู่แถว 1,400–1,450 จุด”นายพิริยพล คาด

นายพิริยพล คาดว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์ปรับขึ้นแรงอย่างมีนัยสำคัญ โดยก่อนการเลือกตั้งมีหุ้นที่อยู่ในภาวะ Overbought เพียง 4% ของตลาด แต่หลังการเลือกตั้งเพียงสัปดาห์เดียวตัวเลขดังกล่าวพุ่งขึ้นเป็น 33% สะท้อนว่าตลาดอยู่ในภาวะตึงตัวสูง

ขณะเดียวกัน Valuation ของ SET ก็ปรับขึ้นมาใกล้ค่าเฉลี่ย โดยค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 16–17 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มเข้ามาซื้อจนถึงจุดค่าเฉลี่ยแล้ว

อย่างไรก็ตาม Earning Yield Gap ยังมีรูมให้เล่นอยู่แม้ P/E จะสูง ซึ่งปกติต่างชาติจะเล่นกันอยู่ช่วง 3–5% ปัจจุบัน Gap อยู่ที่ราว 4% ซึ่งเป็นระดับกลางๆ แสดงให้เห็นว่าต่างชาติเริ่มเข้ามาซื้อหุ้น Value ในตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึงหุ้นไทยที่มี Valuation ถูกมากในช่วงก่อนหน้า และเมื่อราคาปรับขึ้นจนแตะระดับ 5% นักลงทุนต่างชาติจะเริ่มชะลอการซื้อและหันมาประเมินว่าตลาดจะไปต่อได้จริงหรือไม่

สำหรับ กลยุทธ์การลงทุนปีนี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงครึ่งปีแรก หุ้นที่อยู่ใน S-Curve ของเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ แนะนำ

1.กลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และ Digital Transformation เช่น GULF, WHAUP, GUNKUL, ADVANC, TRUE ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นตามการอนุมัติ BOI ในธุรกิจดิจิทัล ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในปี 2569–2570

2.กลุ่มธุรกิจที่เติบโตได้แม้ไร้มาตรการกระตุ้นภาครัฐ ในกลุ่มค้าปลีกและท่องเที่ยว เช่น CPN, CPALL, ADVICE, COM7, AOT, CENTEL, BH และ PR9 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคและการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว

3.หุ้นปันผลสูงและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร SCB และ KTB ยังคงเป็นแกนหลักสำหรับนักลงทุนที่มองหาความมั่นคงและรายได้จากเงินปันผล โดยผลตอบแทนยังคงสูงเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะ 10 ปี

“ในเชิงกลยุทธ์ นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้าซื้อหุ้นไทยเมื่อราคาต่ำกว่า 1,500 จุด โดยเน้นไปที่หุ้น Value และหุ้นปันผล ซึ่งให้ผลตอบแทนมั่นคง โดยข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีชี้ว่าผลตอบแทนของหุ้นกลุ่มธนาคารกว่า 70% มาจากเงินปันผล ดังนั้นการเข้าซื้อหุ้นปันผลในช่วงที่ราคาปรับลงแรงจึงเป็นโอกาสในการสร้างรายได้สม่ำเสมอ”นายพิริยะพล กล่าว

นายพิริยะพล แนะนำกลยุทธ์ในครึ่งปีหลัง มีโอกาสที่การผลิตโลกจะฟื้นตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะส่งผลบวกต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก เช่น กลุ่มปิโตรเคมีที่ปรับตัวลงแรงในปีที่ผ่านมา เช่น PTTGC, SCC ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการผลิตโลกที่กลับมาเติบโต ขณะที่ความเสี่ยงด้านอุปทานยังจำกัด เนื่องจากประเทศหลักในเอเชียมีนโยบายลดกำลังการผลิตส่วนเกิน

กลุ่มผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง บริษัท ITC และผู้ผลิตรายอื่นได้ประโยชน์จากความต้องการทั่วโลกที่ยังแข็งแกร่ง พร้อมนวัตกรรมสินค้าใหม่ที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไร

สำหรับ การปรับขึ้นของตลาดรอบนี้เป็นผลจากหลายปัจจัย โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือกระแสเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับพอร์ตการลงทุนในระดับโลก นักลงทุนต่างชาติเองก็มีการปรับพอร์ตเช่นเดียวกัน เมื่อเห็นว่าหุ้น Value ทั่วโลกมีราคาถูกเกินไปเมื่อเทียบกับหุ้น Growth จึงเกิดการโยกย้ายเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่า รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

การเปรียบเทียบระหว่างหุ้น Growth และหุ้น Value ในตลาดโลกชี้ให้เห็นว่า หุ้น Value มีราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้เกิดแรงซื้อเข้ามาในตลาดที่ยังมีความท้าทาย นักลงทุนต่างชาติจึงมองเห็นจังหวะและเข้ามาปรับพอร์ต โดยเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและราคายังไม่สะท้อนมูลค่าเต็มที่ ภาพรวมจึงสะท้อนถึงการปรับสมดุลของกระแสเงินทุนและการลงทุนในระดับสากล

“การปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยในรอบนี้เกิดขึ้นพร้อมกับปัจจัยด้าน Valuation ที่น่าสนใจ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นโลกแล้ว หุ้นไทยอยู่ในระดับที่ถูกที่สุดในรอบ 16 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่บัวหลวงได้แนะนำมาตลอดว่า หากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นปันผลก็สามารถสร้างรายได้จากเงินปันผลได้อย่างมั่นคง เนื่องจากราคาหุ้นอยู่ในระดับที่ต่ำจริงๆ โดยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งถือเป็นจุดที่ดึงดูดให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย (SET) อย่างมากในปีนี้”นายพิริยพล กล่าว

นายพิริยพล กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาสนับสนุน โดยหลังการเลือกตั้ง นักลงทุนต่างชาติมองว่ารัฐบาลใหม่มีแนวโน้มที่จะมีเสถียรภาพสูง ส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลเข้ามาอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยคิดเป็นสัดส่วนถึง 6.8% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่อยู่ราว 2% โดยเม็ดเงินที่เข้ามาในเดือนเดียวสูงถึงประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ต่างชาติขายสุทธิไปกว่า 1 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่กลับเข้ามาอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในระดับสูงเช่นนี้ก็ทำให้ตลาดอยู่ในภาวะตึงตัว นักลงทุนจึงต้องติดตามสัญญาณภาวะ Overbought อย่างใกล้ชิด ไม่เพียงแต่ดูจาก RSI ที่สูงกว่า 70 แต่ยังต้องพิจารณาสัดส่วนจำนวนหุ้นที่เข้าสู่ภาวะ Overbought ในตลาดโดยรวม เพื่อประเมินความเสี่ยงและจังหวะการลงทุนอย่างรอบคอบ