HoonSmart.com>>ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% ทั่วโลก หลังจากศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าแบบ “ตอบโต้ในอัตราที่เท่ากัน” (reciprocal tariffs) ในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นการตบหน้าครั้งใหญ่ต่อวาระนโยบายการค้าของทรัมป์
ทรัมป์ไม่พอใจอย่างแรงต่อบรรดาผู้พิพากษาที่มีคำวินิจฉัยไม่เป็นคุณต่อเขา ข้อตกลงทางการค้าที่รัฐบาลของเขาได้ทำไว้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ขณะนี้จึงตกอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน
เมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ. 2569) ศาลสูงสหรัฐด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ตัดสินที่ว่า กฎหมายที่ใช้เป็นฐานอำนาจในการจัดเก็บภาษีนำเข้าดังกล่าว “ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดหรือเรียกเก็บภาษีศุลกากร”
คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากของศาลเห็นว่า จุดยืนทางกฎหมายของทรัมป์ “จะถือเป็นการขยายอำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดนโยบายภาษีศุลกากรอย่างพลิกโฉมครั้งใหญ่” พร้อมทั้งย้ำว่า ทรัมป์ได้กำหนดมาตรการภาษีศุลกากรโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งตามรัฐธรรมนูญเป็นฝ่ายที่มีอำนาจในการจัดเก็บภาษี
คำตัดสินระบุว่า หากต้องการใช้อำนาจเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่ “พิเศษ” นั้นมีความชอบธรรม ทรัมป์ต้อง “ชี้ให้เห็นถึงการมอบอำนาจจากสภาคองเกรสอย่างชัดเจน” แต่ “เขาไม่สามารถ”
คำตัดสินไม่ได้ระบุว่า ภาษีศุลกากรที่จัดเก็บไปแล้วในอัตราที่สูงขึ้นจะต้องมีการคืนเงินหรือไม่ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวอาจสูงถึง 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการประมาณการล่าสุดจากแบบจำลองงบประมาณของเพนน์-วอร์ตัน ( Penn-Wharton Budget Model)
ผู้พิพากษาเบรตต์ คาวานาห์ ระบุว่า กระบวนการคืนเงินภาษี “มีแนวโน้มจะยุ่งยาก” พร้อมคาดการณ์ว่า ผลกระทบระยะสั้นจากคำวินิจฉัยของศาลเกี่ยวกับมาตรการภาษีครั้งนี้ “อาจมีมาก”
ตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง ทรัมป์ได้ปรับโฉมความสัมพันธ์ทางการค้าระยะยาวของสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว ด้วยการประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าจำนวนมหาศาล ครอบคลุมแทบทุกประเทศทั่วโลก
ภาษีเหล่านั้นจำนวนมากนำมาใช้โดยอาศัยการตีความใหม่ของกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งรวมถึงมาตรการภาษี “ตอบโต้แบบเท่ากัน” (reciprocal tariffs)ที่มีผลเกือบทั่วโลกของทรัมป์ และภาษีแยกต่างหากที่เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาเรื่องการลักลอบนำยาเสพติดร้ายแรงเข้าสู่สหรัฐฯ
ศาลสูงสุดได้ชี้ว่า IEEPA ไม่ได้ระบุถึง “ภาษีศุลกากร” ไว้อย่างชัดเจน แต่กฎหมายอนุญาตให้ประธานาธิบดี “กำกับดูแล…การนำเข้า” ธุรกรรมทรัพย์สินต่างประเทศหลังจากประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเพื่อจัดการกับภัยคุกคามที่“ผิดปกติและร้ายแรงเป็นพิเศษ”
เสียงข้างมากของศาลสูงมีคำวินิจฉัยว่า IEEPA “ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีศุลกากร”
รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ในปีที่ผ่านมา มาจากมาตรการภาษีที่อาศัยอำนาจตามกฎหมาย IEEPA
หลังมีการเผยแพร่คำวินิจฉัยออกมา กระแสตอบรับหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยเสียงส่วนใหญ่แสดงความยินดีต่อการยุตินโยบายที่ถูกมองว่าสร้างความปั่นป่วน และถูกกล่าวหาว่าทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์กับพันธมิตรที่สหรัฐฯ สร้างมาอย่างยาวนานมีความตึงเครียด
อย่างไรก็ตาม ในเย็นวันเดียวกันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อจัดเก็บ “ภาษีศุลกากรทั่วโลก” (global tariff) อัตราใหม่ 10% เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าแบบ “ตอบโต้ในอัตราที่เท่ากัน” (reciprocal) ในวงกว้างของเขา
ทรัมป์ระบุผ่านโพสต์บน Truth Social ว่า ภาษีภายใต้มาตรา 122 (Section 122) จะมีผลบังคับใช้ “แทบจะในทันที”
มาตรการใหม่นี้จะถูกจัดเก็บเพิ่มเติมจากภาษีที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ หลังจากคำตัดสินของศาลสูงที่เพิกถอนภาษีซึ่งทรัมป์เคยประกาศใช้ภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA)
ภาษีศุลกากรทั่วโลกอัตรา 10% ฉบับใหม่ ซึ่งมีกรอบเวลาบังคับใช้ 150 วัน จะเข้ามาแทนที่ภาษีที่เคยอาศัยอำนาจตาม IEEPA ซึ่งหมายความว่า อัตราภาษีของสหรัฐต่อบางประเทศจะลดลง โดยเฉพาะประเทศที่ได้บรรลุข้อตกลงการค้ากับรัฐบาลทรัมป์แล้ว หรืออยู่ระหว่างการเจรจาการค้าอย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องเผชิญภาษีสหรัฐที่อาศัยอำนาจ IEEPA สองชุด ชุดละ 10% รวมกับภาษี 25% ที่ยังคงมีผลบังคับใช้ โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ภาษีตาม IEEPA จะถูกแทนที่ด้วยภาษีทั่วโลกฉบับใหม่ของทรัมป์ ส่งผลให้อัตราภาษีรวมของจีนอยู่ที่ 35%
ทรัมป์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะหาช่องทางอื่นในการจัดเก็บภาษีศุลกากรโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ระหว่างที่ฝ่ายบริหารกำลังพิจารณาช่องทางทางกฎหมายอื่น ๆ เพื่อเก็บภาษี อัตราภาษีที่เรียกเก็บจากแต่ละประเทศอาจกลับไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้นอีกครั้ง
