AOT ได้ฤกษ์ 20 มิ.ย.69 เพิ่ม PSC เป็น 1,120 บาท

HoonSmart.com>>”ท่าอากาศยานไทย” (AOT) ดีเดย์ 20 มิ.ย.69 ปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (PSC) ใหม่ เป็น 1,120 บาท จากเดิม 730 บาท ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง บล.เอเซียพลัสคาดรายได้เพิ่มจะหนุนกำไรปกติปี 70  (ต.ค. 69 -ก.ย. 70) เป็นประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โต 30% เด่นกว่ากลุ่ม 

บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า  บริษัทฯจะปรับขึ้นอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (PSC) ใหม่ เป็นคนละ 1,120 บาท จากเดิม 730 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2569 ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานหาดใหญ่

ส่วนค่าบริการผู้โดยสารภายในประเทศยังคงเดิมที่ 130 บาทต่อคน เพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่า การปรับอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานและการลงทุนระยะยาว เพื่อยกระดับความปลอดภัย มาตรฐานการให้บริการ และขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ตลอดจนผลักดันท่าอากาศยานไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคและเป็นสนามบินที่มีมาตรฐานสากลระดับโลกอย่างยั่งยืน

“AOT ขอยืนยันว่าค่าบริการ PSC ไม่ใช่ภาษี และไม่ใช่รายได้เพื่อแสวงหากำไร แต่เป็นรายได้ที่นำไปใช้เฉพาะในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสนามบินเท่านั้น และยังต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนถึงความโปร่งใสและการกำกับดูแลอย่างรอบคอบ”นางสาวปวีณากล่าว

สำหรับรายได้จากค่า PSC จะนำไปใช้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร อาทิ โครงการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง รวมถึงการนำระบบบริการผู้โดยสารอัตโนมัติ (CUPPS) มาใช้ เพื่อลดระยะเวลารอคอย เพิ่มความคล่องตัวในการเช็กอิน และยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสาร

ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นผู้โดยสารและสายการบิน พบว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่เห็นว่าอัตรา PSC ใหม่อยู่ในระดับเหมาะสม และไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง ขณะที่สายการบินมีความเห็นสอดคล้องกับแนวทางการปรับอัตราฯ พร้อมเสนอให้ AOT พัฒนาคุณภาพการให้บริการควบคู่กัน ซึ่ง AOT ได้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวมาปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

นางสาวปวีณา กล่าวในตอนท้ายว่า การปรับอัตราค่าบริการในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานและการลงทุนระยะยาว เพื่อยกระดับความปลอดภัย มาตรฐานการให้บริการ และขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ตลอดจนผลักดันท่าอากาศยานไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคและเป็นสนามบินที่มีมาตรฐานสากลระดับโลกอย่างยั่งยืน

ทางด้านฝ่ายวิจัยบล.เอเซียพลัสวิเคราะห์ว่าการปรับขึ้น PSC จะมีผลต่อน้ำหนักการดำเนินงานในปี 2570 ซึ่งจะรับรู้รายได้อัตราใหม่เต็มปี  โดยคาดกําไรปกติปี 2570 (ต.ค. 2569 -ก.ย. 2570) ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โต 30% จากปีก่อน (YoY) ขยายตัวเด่น ตั้งแต่ไตรมาส 4/2569-ครึ่งแรกปี 2570 และ ROE ราว 20% สูงสุดในกลุ่มท่องเที่ยว

ส่วนแผนการเพิ่มรายได้ระยะถัดไป โดยเฉพาะการจัดเก็บค่าผู้โดยสารต่อเครื่อง หรือTransfer & Transit : TT (ต้องผ่านสภาฯ) ซึ่งการเก็บ TT นั้นมองว่าน่าสนใจ เนื่องจากสอดรับกับแผนการเป็นฮับการบินในภูมิภาค ที่มุ่งเน้น Connecting flight โดยผู้โดยสาร TT เส้นทางบินระหว่างประเทศงวดไตรมาสแรกปี 2569  (ต.ค. -ธ.ค. 2568) อยู่ที่ 1.1 ล้านคน ขยายตัว 10% YoYสูงกว่าผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศช่วงเดียวกันทําได้เพียงทรงตัว

” ให้มูลค่าเหมาะสมหุ้น AOT ปี 2569 –70 ที่ 60 บาท และ 67 บาท ตามลําดับ คงอยู่ฝั่งซื้อ หลังราคาหุ้น YTD บวก 9% น้อยกว่า SET ขึ้น 14% ภายใต้กําไรฯ ปีหน้าโตเด่นกว่ากลุ่มฯ และการผลักดันฮับการบิน คาดหนุนต่อราคาหุ้นระยะถัดไป”บล.เอเซียพลัสระบุ

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ประเมินการปรับขึ้นค่าบริการ PSC หากเริ่มบังคับใช้ได้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 จะส่งผลให้ประกอบการครึ่งปีหลังเติบโตกว่าครึ่งปีแรก และกลับมาเติบโตYoY อีกครั้ง จึงคงคำแนะนำ “เทรดดิ้ง” อิงราคาเหมาะสมที่ 57 บาทหุ้นมีโอกาสตอบสนองเชิงบวกจากงบที่ดีกว่าคาด แต่เนื่องจากปัจจุบันซื้อขายบนPERปี 2569-2570 ที่ระดับ 40 และ 30 เท่าทำให้ความน่าสนใจในเชิงValuation เริ่มลดลงบ้าง แนะนำเก็งกำไรด้วยความระมัดระวัง หรือรอสะสมตอนหุ้นพักฐานบริเวณแนวรับ55.00/53.00บาท

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569  ราคาหุ้นปิดที่ 56.50 บาท บวก 0.25 บาทหรือ 0.44%  สวนทางภาวะตลาดโดยรวมปรับตัวลงปิดที่ระดับ   1,479.71 จุด ร่วงลง 14.20 จุด หรือ -0.95% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นถึง 90,486 ล้านบาท