HoonSmart.com>>บล.เอเซีย พลัส ชี้ทุนต่างชาติไหลกลับเข้าหุ้นไทยกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท แนะช้อน 16 หุ้น Laggard เข้าพอร์ต BDMS, AWC, SHR,CPN, CBG, OSP, SINGER, MC,KTC, MTC,RATCH, CKP, GUNKUL, EPG AMATA, SJWD
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASPS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นมีแนวโน้มเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ จากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่พลิกกลับเข้ามาอย่างรวดเร็วหลังการเลือกตั้ง พร้อมรับปัจจัยหนุนจากทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งแกร่งสวนทางภูมิภาค
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาน้ำมัน-ทองคำพุ่ง หนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน นับตั้งแต่ต้นปี 2026 สินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นแรง โดยราคาน้ำมันดิบ BRENT ปรับขึ้น 17.8% (YTD) ทะลุ 71 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำปรับขึ้น 15.8% (YTD) เข้าใกล้ระดับ 5,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ สะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงส่งผลให้เกิด Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น โดยแนะนำ PTT, PTTEP, BCP และ IVL
ส่วนเงินบาทแข็งค่าสวนทางดอลลาร์ รับอานิสงส์ Fund Flow และการดึงเงิน FCD กลับไทย แม้ดัชนีดอลลาร์ในตลาดโลกจะแข็งค่าขึ้น แต่เงินบาทกลับสามารถต้านทานแรงกดดันและมีทิศทางแข็งค่า ซึ่งเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1. มีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 6 หมื่นล้านบาท (YTD)
2. ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยที่แคบลง จากความคาดหวังว่าสหรัฐฯ จะลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ขณะที่ไทยอาจคงหรือลดเพียง 1 ครั้ง ทำให้คนไทยเริ่มลดการถือครองบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) และนำเงินกลับเข้าประเทศ บล.เอเซีย พลัส แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า แบ่งเป็นกลุ่มที่มีหนี้หรือต้นทุนสกุลเงินต่างประเทศ (เช่น GULF, BGRIM, EGCO, PTT, PTTEP, PTTGC) และกลุ่มที่เน้นนำเข้าวัตถุดิบ (เช่น TFG, TVO)
ต่างชาติคัมแบ็กหลังเลือกตั้ง แนะกลยุทธ์เก็บ 16 หุ้น Laggard เข้าพอร์ต จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดเกิดหลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2026 เพียง 10 วันทำการ นักลงทุนต่างชาติกลับมาลุยซื้อสุทธิหุ้นไทยสูงถึง 5.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของยอดที่เคยขายทิ้งไปตลอด 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา (ขายไป 1.1 แสนล้านบาท) โดยฝ่ายวิจัยฯ ประเมินต้นทุนเฉลี่ยของต่างชาติในรอบนี้อยู่ที่บริเวณ 1,430 จุด ซึ่งถือเป็นฐานแนวรับเชิงจิตวิทยาที่แข็งแกร่งหากดัชนีมีการย่อตัว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เมื่อดัชนี (SET Index) ปรับตัวขึ้นมาใกล้ทะลุ 1,500 จุด การไล่ซื้อหุ้นที่ขึ้นไปมากแล้วอาจมีความเสี่ยง แนะนำให้ดักรอ “หุ้น Laggard” ที่มีพื้นฐานดี โดยผ่านการคัดกรองจาก 3 เกณฑ์ คือ 1) ราคายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่เมื่อเทียบกับอดีต 2) Valuation ถูกลง (P/E ปรับลดลงมากกว่าราคาหุ้น) และ 3) มีเม็ดเงินต่างชาติ (Smart Money) เริ่มทยอยเข้าซื้อสะสมในช่วง 9 – 18 ก.พ. 2026 โดยมี 16 หุ้นที่เข้าเกณฑ์น่าทยอยสะสม ได้แก่:
• กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว: BDMS, AWC, SHR
• กลุ่มค้าปลีกและพาณิชย์: CPN, CBG, OSP, SINGER, MC
• กลุ่มการเงิน: KTC, MTC
• กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค: RATCH, CKP, GUNKUL, EPG
• กลุ่มนิคมฯ และโลจิสติกส์: AMATA, SJWD
