HoonSmart.com>>”เจมาร์ท กรุ๊ปฯ” (JMART) เปิดผลงานปี 68 พลิกขาดทุน 161.84 ล้านบาท รับรู้ขาดทุนจาก “เจเอเอส แอสเซ็ท” (J)ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 72.89% และบอร์ด J ยังขอต่ออายุเงินช่วยเหลือ 1,000 ล้านบาท และเพิ่มอีก 200 ล้านบาท ส่วนสุกี้ตี๋น้อยให้ส่วนแบ่งกำไร 258 ล้านบาท ทางด้าน JMT กำไรสุทธิเพียง 1,029.56 ล้านบาท ร่วงลง 36% จากเก็บหนี้ด้อยคุณภาพลดลง ตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้น 45% เป็น 891 ล้านบาท
บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART) เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 161.84 ล้านบาท ขาดทุนหุ้นละ 0.111 บาท พลิกจากที่มีกำไรสุทธิ 1,140.85 ล้านบาท หรือ 0.783 บาทต่อหุ้นในปี 2567
สาเหตุที่ทำให้ขาดทุน แม้ว่าธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทฯจะยังสามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง แต่ผลประกอบการรวมได้รับผลกระทบจากรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินสด (non-cash item) โดยเฉพาะการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน สำหรับบริษัทย่อยที่ทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มศูนย์การค้า ซึ่งเข้ามามีบทบาทต่อภาพรวมงบการเงินในปัจจุบัน
ส่วนธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือยังคงมีแนวโน้มเติบต่ออย่างต่อเนื่อง มีกำไรดีจากความต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น และรับรู้กำไรจำนวน 258 ล้านบาท จากการถือหุ้นจำนวน 30% ในบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป (สุกี้ตี๋น้อย)
อย่างไรก็ดี ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่กำลังซื้อในบางกลุ่มยังเผชิญแรงกดดัน ทำให้จังหวะการเก็บกระแสเงินสดชะลอตัวลงจากปีก่อน บริษัทฯจึงตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) เพิ่มเติม เพื่อรองรับความเสี่ยงอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักความระมัดระวังทางบัญชี
ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารยังคงให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลัก การบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย การรักษาสภาพคล่อง การสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงินและรองรับการเติบโตในระยะถัดไป
สำหรับเจมาร์ทฯ ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 72.89%ของบริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท (J) ซึ่งผลงานปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 784.97 ล้านบาท ขาดทุนหุ้นละ 0.5374 บาทพลิกจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 165.61 ล้านบาท หรือ 0.1155 บาทต่อหุ้นแย่ลง 574% มีสาเหตุหลักจากการรับรู้ผลขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนจำนวน 550.5 ล้านบาท และยังรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์อีกจำนวน 116.4 ล้านบาท ถือเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่มีผล กระทบต่อกระแสเงินสด
ทางด้านคณกรรมการบริษัท J มีมติอนุมัติให้ขอขยายระยะเวลาการรับความช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 1,000 ล้านบาท (ซึ่งเป็นวงเงินเดิมที่บริษัทได้รับเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2568) และขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 200 ล้านบาทจากบริษัท เจมาร์ทฯรวม 1,200 ล้านบาท ระยะเวลา 12 เดือน อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 6%ต่อปี
บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) ผลงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,029.56 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.71 บาท ลดลง 36%จากปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 1,615.22 ล้านบาท หรือ 1.11 บาทต่อหุ้น เพราะมีรายได้รวม 4,801.7 ล้านบาท ลดลง 676.3 ล้านบาท หรือ -12.3% จากการจัดเก็บหนี้ด้อยคุณภาพที่ลดลง ขณะเดียวกันมีการตั้งสำรองหนี้ 891.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 278.5 ล้านบาท คิดเป็น 45.4%จากปีก่อนที่ตั้งสำรองหนี้ 612.9 ล้านบาท
เฉพาะไตรมาสที่ 4 สามารถจัดเก็บกระแสเงินสดเพิ่มขึ้น จึงตั้งสำรองจำนวน 181.7 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสที่ 3
ในปี 2568 บริษัทมีการลงทุนซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ 426 ล้านบาทแบบไม่มีหลักประกันเกือบทั้งหมด ขณะเดียวกันมีการคืนหนี้กู้จำนวน 6,376 ล้านบาท สำหรับปี 2569 จะมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในอีก 1 ปีข้างหน้า จำนวน 2,413.6 ล้านบาท ซึ่งไม่ต้องกังวล บริษัทสามารถจัดหากระแสเงินสดจากการดำเนินงานมาชำระหนี้ได้อย่างเพียงพอ
