HoonSmart.com>>”เคซีอี อีเลคโทรนิคส์” (KCE) เหนื่อยปี 68 กำไรสุทธิร่วง 49.5% เหลือ 832.68 ล้านบาท รายได้จากการขาย 13,074.7 ล้านบาท ลดลง 11.85% เจอเงินบาทแข็ง ราคาวัตถุดิบหลักทองแดงเพิ่มขึ้น กลุ่มลูกค้าหลัก อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกชะลอตัว กระทบอัตราการใช้กำลังการผลิตเพียง 65% จากระดับ 71% สวนทางค่าใช้จ่ายคงที่เพิ่มขึ้น สั่งควบคุมต้นทุนเข้มตลอดปี ด้านราคาหุ้นร่วงรับข่าวร้าย
บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE ) เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 832.68 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.70 บาท ลดลงถึง 49.5% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,648.46 ล้านบาท หรือ 1.39 บาทต่อหุ้น
บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน 786.6 ล้านบาท (ไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 48.1 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิจากการขาย สินทรัพย์และการด้อยค่าของทรัพย์สิน 2 ล้านบาท) ซึ่งลดลง 48.9% จากปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายรวม 13,338.6 ล้านบาท ลดลงจากจำนวน 15,210.4 ล้านบาท รายได้จากการขายรวม 13,074.7 ล้านบาท ลดลง 11.85%จากจำนวน 14,832.9 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงต่ำกว่าลดลง 5.32% เหลือจำนวน 399.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการแปลงรายได้เป็นสกุลเงินบาท ทำให้ให้การรับรู้รายได้ลดลงประมาณ 677.2 ล้านบาทลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนและการปรับตัวขึ้นของราคาวัตถุดิบหลักอย่างชัดเจนเทียบกับปี 2567และปี 2566 โดยเฉพาะทองแดง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) ทองแดงเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัตถุดิบหลักหลายประเภทที่ใช้ในกระบวนการผลิตของบริษัทฯ ได้แก่ Copper Anode, Copper Foil และ Copper Clad Laminate (CCL) ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของราคาทองแดงจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุน การผลิตและอัตรากำไรขั้นต้น
“กำไรสุทธิ 832.7 ล้านบาท คิดเป็น 6.4% ของยอดขาย จากปี 2567 ที่มีสัดส่วน 11.1% มีรายได้จากการขายรวม 13,074.7 ล้านบาท ลดลง 11.85% จากจำนวน 14,832.9 ล้านบาทในปี 2567 ”
ในปี 2568 บริษัทฯ เผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ จากปริมาณการขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการชะลอตัวของตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดหลักของบริษัท จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิตเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 65% ในปี 2568 จากระดับ 71%ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องรับภาระต้นทุนคงที่ในกระบวนการผลิตในสัดส่วนที่สูงขึ้น อาทิ ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องจักรและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงค่าใช้จ่ายพนักงาน ทำให้การควบคุมต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเป็นประเด็นสำคัญที่ฝ่ายบริหารให้ความสำคัญตลอดทั้งปี
วันที่ 11 ก.พ. 2569 ราคาหุ้นดิ่งลงแรง ต่ำสุด 18.70 บาท ก่อนฟื้นมาซื้อขายที่ 19 บาท ร่วงลง 1.30 บาทหรือ-6.40% ณ เวลาประมาณ 11.05 น.
