“ดาโอ” ส่องหุ้นรับผลดี-เสีย นโยบายภูมิใจไทย ชู CPAXT-STECON-OSP เด่น

HoonSmart.com>>บล.ดาโอ เปิดชื่อหุ้น “ได้ประโยชน์” นโยบายรัฐบาลใหม่ภายใต้พรรคภูมิใจไทย ชี้กลุ่มพาณิชย์-สินค้าอุปโคบริโภค-รับเหมาก่อสร้าง-แบงก์” ชี้เป้าหุ้น CPAXT-STECON-OSP โอกาส outperform มากสุด มอง “กลุ่มไฟฟ้า” อาจเสียประโยชน์ นโยบายลดค่าไฟ

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) คาดการณ์หุ้นที่ได้และเสียประโยชน์นโยบายรัฐบาลนายกฯ อนุทิน หลังผลการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมองเป็นบวกต่อ SET Index โดยเฉพาะการเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ ช่วยหนุนรายได้ประชาชน รวมถึงการลงทุนของภาครัฐ โดยประเมินหุ้นที่มีโอกาส outperform มากสุด ได้แก่ CPAXT, STECON, OSP

สำหรับหุ้นที่ได้ประโยชน์นโยบายรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ดังนี้

กลุ่มพาณิชย์ ได้แก่ CPAXT : ได้อานิสงส์จากการสานต่อโครงการคนละครึ่งพลัสเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อย งบประมาณ 4.4 หมื่นล้าน คาดกระตุ้นเงินหมุนเวียน 8 หมื่นล้านบาท โดย CPAXT มีสัดส่วนยอดขายกลุ่ม HoReCa ราว 50% ของยอดขายค้าส่ง และ TNP ร้านค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทางภาคเหนือมี 53 สาขา ซึ่งรับคนละครึ่งพลัส

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ได้แก่ OSP, CBG, ICHI, SAPPE, SNNP,NEO ได้อานิสงส์เชิงบวกจากโครงการคนละครึ่งพลัส ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

กลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ STECON, CK: ได้อานิสงส์จากแนวโน้มการผลักดันประมูลโครงการใหญ่ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดเดิม เช่น Landbridge มอเตอร์เวย์

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ KBANK, BBL, KTB, SCB: ได้ประโยชน์จากนโยบายแก้หนี้ ที่ส่วนใหญ่เป็นการสานต่อจากโครงการเดิม เช่น โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ หรือ “SME Credit Boost”, โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ /ตั้งกลไกบริหารหนี้เสียของรัฐ (AMC) ขณะที่โครงการพักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอก จะนำเงินจากการออกพันธบัตรมาใช้ทำให้แบงก์ได้ประโยชน์จำกัด

กลุ่มที่อาจเป็นลบ ได้แก่ กลุ่มไฟฟ้า อาทิ GULF, GPSC, BGRIM : นโยบาย “ลดค่าไฟเหลือ 3 บาท/หน่วย” กดดันค่า Ft อาจกระทบผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงไฟฟ้า

สำหรับแนวโน้มหุ้นวันนี้ ประเมินดัชนีผันผวน โดยมีปัจจัยหลักมาจากผลการเลือกตั้งที่ออกมาวานนี้ ขณะเดียวกัน มีปัจจัยหนุนจาก Fund Flow ที่เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด คาดกรอบดัชนีฯ 1320-1380 จุด

กลยุทธ์การลงทุน ตลาดหุ้นไทย จะรับรู้ปัจจัยเฉพาะตัว และชี้นำตลาด คือผลการเลือกตั้ง แม้เราอาจยังไม่รู้ว่าจะมีการตั้งรัฐบาล โดยพรรคใด และยังต้องรอการรับรองจาก กกต. แต่ผลที่ออกมา ก็พอจะชี้นำทิศทางตลาดและการเมืองได้ระดับหนึ่ง

หุ้นในพอร์ตแนะนำ TOP(10%), DELTA*(10%), AOT(10%), SCB(10%), ADVANC*(10%), HMPRO(10%), TRUE*(20%)

หุ้นเด่นทาง Technical ได้แก่ AOT, MRDIYT

สำหรับนโยบายเด่น “พรรคภูมิใจไทย” ว่าที่รัฐบาลใหม่ปี 2026

1. ครม.มืออาชีพ เน้นการคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงกับภารกิจมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อการบริหารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ โดยชูชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญในกระทรวงสำคัญ

2. คนละครึ่ง พลัส (ระยะที่ 2) สานต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดรายจ่ายผู้ซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ขาย โดยรัฐช่วยจ่าย 50% วงเงินรวม 44,000 ล้านบาท คาดสร้างเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 80,000 ล้านบาท

3. ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท ลดภาระค่าครองชีพโดยตรงให้ประชาชน 22 ล้านครัวเรือน สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกจะจ่ายเพียงหน่วยละ 3 บาท ช่วยประหยัดเงินได้ประมาณ 15% ต่อเดือน 4. นโยบาย 10+ (Ten Plus): ครอบคลุมการสนับสนุน SMEs (ให้กู้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท), การลดภาระหนี้สิน, และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

5. Land Bridge (สะพานเศรษฐกิจ): โครงการเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์เรือธงที่จะดึงดูดการลงทุนมหาศาล

6. สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกราน: เสริมความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยการสร้างกำแพงและถนนลาดตระเวนระยะทาง 100 กิโลเมตรในปีแรก เพื่อป้องกันแรงงานเถื่อน ยาเสพติด และสินค้าผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยระบุชัดเจนว่านโยบายทั้งหมดใช้งบประมาณ 148,326 ล้านบาท โดยแหล่งเงินหลักมาจาก งบประมาณแผ่นดิน 145,126 ล้านบาท (97.84%) จากการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (PPP) 400 ล้านบาท และกองทุนหมุนเวียนและอื่น ๆ 2,800 ล้านบาท (รวมมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง)

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–