
โดย….สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
วัน valentine ทีไร เห็นหนุ่มสาวครึกครื้นทุกปี (สงสัยเหมือนกัน ทำไมตอนเราหนุ่ม ไม่เห็นรู้สึกครึกครื้นอย่างนี้ เหมือนเป็นวันธรรมดาวันนึงแค่นั้น..TT)
เมื่อพูดถึงความรัก ก็หมดพูดถืงเรื่องเงินไม่ได้ การเลือกระหว่าง “เงิน” (ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ) กับ “ความรัก” (ความพึงพอใจทางอารมณ์) เป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) ซึ่งมีมุมมองที่เปลี่ยนไปจากคนรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัดครับ
ข้อมูลจากรายงานวิจัยและผลสำรวจหลายฉบับชี้ให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามหาจุดสมดุลที่เรียกว่า “Practical Love” หรือความรักที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ดังนี้ครับ
1. ความมั่นคงทางการเงินคือ “พื้นฐาน” ของความสัมพันธ์
ผลสำรวจจากหลายสถาบัน (เช่น สภาพัฒน์ และศูนย์วิจัยภาคเอกชน) ระบุว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ XFinancial Compatibility (ความเข้ากันได้ทางการเงิน)X มากขึ้น
• หนี้สินคือตัวตัดสิน: งานวิจัยจาก Northwestern Mutual พบว่าคนรุ่นใหม่มองว่าการมีหนี้สินจำนวนมากเป็นปัจจัยลบในการเลือกคู่พอๆ กับการนิสัยไม่ดี
• Cost of Living: ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มองว่าความรักเพียงอย่างเดียวไม่สามารถประคองชีวิตคู่ได้ หากขาดความมั่นคงทางการเงินจะนำไปสู่ความเครียดและการเลิกรา
2. มุมมองเรื่องความรักและความเท่าเทียม
แม้เงินจะสำคัญ แต่คนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ทิ้ง “ความรัก” เพียงแต่เปลี่ยนนิยามของมัน
• Emotional Support: ผลการศึกษาจาก The Knot และ Hinge ชี้ว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและการสนับสนุนทางอารมณ์สูงมาก พวกเขาต้องการคู่ชีวิตที่เป็น “Safe Zone”
• Partnership: ความรักแบบคนรุ่นใหม่คือการเป็น “พาร์ทเนอร์” ที่ช่วยกันหาเงินและช่วยกันใช้ชีวิต ไม่ใช่การพึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหมือนในอดีต
สรุปการเปรียบเทียบ: เงิน vs ความรัก
ปัจจัย คนรุ่นเดิม (Baby Boomers/Gen X) คนรุ่นใหม่ (Millennials/Gen Z)
บทบาทของเงิน มักเน้นให้ผู้ชายเป็นฝ่ายหาเลี้ยง เน้นการมีรายได้ทั้งคู่ (Double Income)
ความคาดหวัง ความมั่นคงและหน้าตาทางสังคม ความสุขส่วนตัวและการเติบโตไปด้วยกัน
ลำดับความสำคัญ สร้างครอบครัวก่อนแล้วค่อยสร้างฐานะ สร้างฐานะให้พร้อมก่อนตัดสินใจแต่งงาน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
สาเหตุที่คนรุ่นใหม่ดูเหมือนจะ “เลือกเงิน” มากกว่าคนรุ่นก่อน ไม่ใช่เพราะพวกเขาหน้าเงินนะครับ แต่เกิดจากปัจจัยทางสังคม:
1. ความไม่แน่นอนทางการเงิน: อัตราเงินเฟ้อและราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้นทำให้ “เงิน” กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานในการเอาตัวรอด
2. ความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualism): คนรุ่นใหม่รักตัวเองมากขึ้นและไม่อยากให้ความรักมาเป็นภาระที่ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง
ส่วนมุมมองด้านความรัก (Soft Skills)
แม้เงินจะมาแรง แต่ผลสำรวจจากแอปพลิเคชันหาคู่ในไทยอย่าง Tinder หรือ ThaiFriendly พบว่า “Red Flags” ที่คนรุ่นใหม่ไทยรับไม่ได้ที่สุด ไม่ใช่เรื่องจน แต่คือ:
• การไม่มีความรับผิดชอบ : รวมถึงการไม่มีวินัยทางการเงิน
• ทัศนคติที่ไม่เติบโต (Fixed Mindset) : การไม่พยายามพัฒนาตัวเองเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น
• สรุปภาพรวมในไทยX : ความรักในอุดมคติของคนรุ่นใหม่ไทยคือ “เราต้องรักกัน และเราต้องรอด (ทางการเงิน) ด้วย”X ความรักคือแรงจูงใจ แต่เงินคือโครงสร้างที่ทำให้ความรักนั้นยั่งยืนครับ
เมื่อเรื่อง “เงิน” สำคัญไม่น้อยกว่าเรื่อง “รัก” แนวคิดการบริหารเงินแบบ “Valentine Mindset” ได้ความสุขความมั่นคงทั้งเรื่อง “รัก” และ “เงิน” แบบ “รักให้เพลิน เงินไม่พัง” ก็น่าสนใจ นะ
Valentine Money Mindset
• V – Value (ให้คุณค่ามากกว่าราคา) คือ ใช้เงินกับสิ่งที่ มีความหมายต่อชีวิตหรือความสัมพันธ์จริง ๆ ไม่หลงกับของแพงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
ตัวอย่าง: เลือกทริปสั้น ๆ ที่ได้ใช้เวลาคุณภาพ มากกว่าของขวัญราคาแพงแต่สร้างหนี้
• A – Alignment (เป้าหมายเงินต้องตรงกัน) คนรัก / คู่ชีวิต ควรคุยเรื่องเงินอย่างตรงไปตรงมา เป้าหมายการเงินต้อง “ไปทิศเดียวกัน”
ตัวอย่าง: ตกลงกันว่า “เก็บเงินแต่งงาน–ซื้อบ้าน” ก่อนซื้อของฟุ่มเฟือย
• L – Limit (มีขอบเขตในการใช้เงิน) ความรักไม่ใช่ข้ออ้างให้ใช้เงินเกินกำลัง กำหนดงบของขวัญ–งบเดต–งบดูแลกันอย่างชัดเจน
ตัวอย่าง: ตั้งงบวาเลนไทน์ไม่เกิน 5% ของรายได้เดือนนั้น
• E – Emergency Care (รักต้องเผื่อวันที่ไม่หวาน) เงินสำรองคือการ “รักระยะยาว” วาเลนไทน์ที่แท้จริงคือการไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง
ตัวอย่าง: มีเงินฉุกเฉิน 6 เดือน + ประกันชีวิต/สุขภาพพื้นฐาน
• N – No Financial Secrets (ไม่มีความลับทางการเงิน) หนี้ที่ซ่อนอยู่ ทำลายความสัมพันธ์มากกว่าคนอื่น ซื่อสัตย์เรื่องรายได้ หนี้ และภาระ
ตัวอย่าง: เปิดเผยหนี้บัตรเครดิตก่อนวางแผนอนาคตร่วมกัน
• T – Time > Thing (เวลาแพงกว่าสิ่งของ) การลงทุนกับ “เวลาและประสบการณ์” ให้ผลตอบแทนทางใจสูงกว่าลดการใช้เงินเพื่อโชว์สถานะ
ตัวอย่าง: ทำอาหารด้วยกัน วางแผนการเงินร่วมกัน มากกว่าซื้อของเพื่ออวดโซเชียล
• I – Investment การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับคู่รัก คือ การลงทุนในความรู้ ลองจัดสรรงบประมาณบางส่วนสำหรับการศึกษาเรื่องใหม่ๆด้วยกัน
ตัวอย่าง: เช่น ซื้อหนังสือดีๆ สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ เดี๋ยวนี้มีฟรีเยอะ (แต่ก็ระวังมิจฉาชีพด้วยนะ, ฯลฯ)
• N – No Financial Infidelity ซื้อสัตย์ต่อกันเรื่องการใช้เงิน เพราะจะเป็นการทำลายความเชื่อใจได้มากกว่าที่คิด
ตัวอย่าง: การแอบรูดบัตร การแอบเอาเงินไปเล่นการพนัน หรือ การแอบเอาเงินไปให้เพื่อนยืม (เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้คืน)
• E – Enjoyment อย่าตึงเครียดจนลืมหาความสุข อยู่บนทางสายกลาง ไม่ตึงไม่หย่อนจนเกินไป การตึงเครียดในเรื่องเงินมากเกินไป แม้จะป้องกันปํญหาทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น แต่ก็อาจสร้างปัญหาทางจิตใจให้กับคนในครอบครัวได้เช่นกัน แบ่งเงินบางส่วนไว้เพื่อสร้าง “ความสุข” ให้กับตนเองและคู่รัก โดยไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะความทรงจำดีๆก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
ตัวอย่าง: การไปเที่ยวด้วยกัน ทานอาหารด้วยกัน ฯลฯ
“The measure of love is to love without measure”
“มาตรวัดของความรัก คือ การรักอย่างไม่มีขีดจำกัด”
เซนต์ออกัสติน
