HoonSmart.com>>ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ตั้งเป้าสินเชื่อรวม ปี 2569 โต 2–4% รักษา NIM ที่ 4.0–4.3% ภายใต้กลยุทธ์ “ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” มุ่งเติบโตแบบสมดุล เพิ่มเป้าพอร์ตสินเชื่อกรีนเป็น 3.5 แสนล้านบาทปี 2573 ผนึก MUFG เสริมแกร่งลูกค้ารายใหญ่ในอาเซียนยังลงทุนต่อเนื่องโตไม่ต่ำกว่า 10% หวังรัฐออกมาตรฐานดึงความเชื่อมั่นระยะยาว หนุนรายย่อย–SME เข้าถึงแหล่งทุน วาง 5 วาระเร่งด่วนเชิงโครงสร้าง เสริมรากฐานความมั่นคงระยะยาว
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) กล่าวว่า ปี 2569 ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโต 2–4% ,ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) โดยรวมที่ 4.0–4.3% โดยที่ NIM ในประเทศอยู่ที่ 3.25–3.50% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ระดับ Mid-40s%
ควบคู่ไปกับการเดินหน้าพันธกิจด้านความยั่งยืนสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ที่ธนาคารยังเป็นผู้นำสินเชื่อด้านนี้ โดยเป็นผู้จัดจำหน่าย ESG บอนด์ ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 16% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากลูกค้าและพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับเพิ่มเป้าพอร์ตการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance) เป็น 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2573
หลังจากทะลุเป้าเดิมที่วางไว้ 2.5 แสนล้านบาท โดยปี 2568 ที่ผ่านมาทำได้ 2.65 แสนล้านบาท ซึ่งถึงเป้าหมายเร็วกว่าที่ตั้งไว้พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่คุณค่าให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
“เป้าหมายของกรุงศรีคือการสร้างการเติบโตที่สมดุล ทั้งในด้านผลประกอบการ นวัตกรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เรากำลังขับเคลื่อนองค์กรสู่ภูมิทัศน์ทางการเงินแห่งอนาคต ที่บริการทางการเงินได้รับการบูรณาการอย่างไร้รอยต่อ ขับเคลื่อนด้วยพลังของเทคโนโลยี และความร่วมมือ เพื่อปลดล็อกศักยภาพการเติบโตให้แก่ลูกค้า พันธมิตร และสังคม” นายเคนอิจิ กล่าว
นายเคนอิจิ กล่าวว่า ปี 2569 เศรษฐกิจโลกยังโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยภาคการค้าและภาคการผลิตยังคงอ่อนแอ แต่ภาคบริการจะประคองตัวต่อไปได้ ขณะที่เศรษฐกิจอาเซียนยังคงมีความแข็งแกร่งจากอุปสงค์ภายในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง รวมถึงการท่องเที่ยวเติบโต ขณะที่ไทย ปีนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล การเติบโตต่ำกว่า 2% ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ เช่นหนี้ครัวเรือนสูง การเลือกตั้ง ความเชื่อมั่น เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำที่จะทำให้นโยบายการเงินผ่อนคลายขึ้น
ในฐานะสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) กรุงศรีตระหนักดีว่าบทบาทของธนาคารต้องเป็นมากกว่าผู้ให้สินเชื่อ กล่าวคือ มุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พร้อมเคียงข้างภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการ SME ให้ก้าวต่อไปได้ ภายใต้กลยุทธ์ ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยปีที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับบริษัทเงินติดล้อ ผู้นำธุรกิจจำนำรถยนต์ ด้วยการนำนวัตกรรม ปรับการทำงานให้เกิดความคล่องตัว ทำให้ธนาคารสามารถขยายบริการทางการเงินให้กับกลุ่มลูกค้าที่เดิมไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบการเงินได้
เป้าหมายสูงสุด คือการสร้างรากฐานความมั่นคงในระยะยาวให้กับลูกค้า ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม ไม่ใช่เพียงการเติบโตของธนาคาร
ธนาคาร ยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ภายใต้กลยุทธ์ ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยผสานพลังของทุกกลุ่มธุรกิจของกรุงศรีทั้งในไทยและเครือข่ายในอาเซียนรวมถึง MUFG เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อขยายบทบาทส่งมอบประสบการณ์ และโซลูชันที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้าไทยไปขยายธุรกิจในประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน และนำการลงทุนจากภูมิภาคเข้ามาในไทย โดยตลาดนี้คาดว่าจะยังมีการขยายตัวประมาณ 10% ในปี 2569 เติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 ที่กรุงศรีช่วยจับคู่ธุรกิจกว่า 400 คู่ และดึงลูกค้าใหม่เข้ามากว่า 1,000 ราย

ปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมีการลงทุนในอาเซียน รวมถึงในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เทเลคอมฯ ซึ่งนักลงทุนสัญชาติญี่ปุ่นถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งของการนำเงินเข้ามาลงทุนในไทย เพราะเป็นพื้นที่เชิงกลยุทธ์ และเหมาะกับการเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคนี้ และข้อมูลจาก BOI จะเห็นว่าค่ายรถยนต์รายใหญ่ ฮอนด้า โตโยต้า อีซูซุ จะมีการลงทุนผลิตรถอีวี และรถไฮบริด มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดธุรกิจเกี่ยวเนื่องเกิดขึ้นด้วย เพราะไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายเชน
“อยากเห็นรัฐบาลใหม่ให้การสนับสนุนการลงทุนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ด้วยการหามาตรการกระตุ้นการลงทุน การอุดหนุนการลงทุนระยะยาว จะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติได้”นายเคนอิจิ กล่าว
นายเคนอิจิ กล่าวว่า กรุงศรีได้กำหนด 5 วาระเร่งด่วนเชิงโครงสร้าง เพื่อวางรากฐานให้ลูกค้า ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ประการแรก การผ่อนคลายปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทย ให้ประชาชนกลับมามีเสถียรภาพทางการเงิน ผ่านแนวทาง 3 ระดับ ได้แก่ การช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อเสริมสภาพคล่องในยามวิกฤต การร่วมมือกับภาครัฐ ในการส่งมาตรการแก้หนี้ต่าง ๆ ให้ถึงครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพรายบุคคล ควบคู่ไปกับการสนับสนุนความรู้ทางการเงิน
ประการที่สอง การเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย ให้สามารถอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ประการที่สาม การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขับเคลื่อนนวัตกรรมและการลงทุน เชื่อมโยงโอกาสระดับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา
ประการที่สี่ การเร่งขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศ ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและครอบคลุมทุกภาคส่วน
และสุดท้าย การสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ยึดมั่นในความโปร่งใสและเสถียรภาพ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในระบบการเงินไทยอย่างยั่งยืน
กลยุทธ์หลักปี 2569 กำหนดไว้ 3 แกนหลัก (Strategic Pillars) เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย ได้แก่
การยึด Customer First ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะบุคคล เชื่อมต่อบริการอย่างไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสำหรับลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจ และนักลงทุน
การ Transform with AI & Technology เร่งการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความแข็งแกร่งด้านการบริหารความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และระบบ Core Banking เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
การทำ ONE Krungsri Collaboration ผสานพลังความร่วมมือภายในกลุ่มกรุงศรี เพื่อส่งมอบโซลูชันทางการเงินแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร พร้อมใช้จุดแข็งจากเครือข่ายระดับโลกของ MUFG เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระดับภูมิภาค มุ่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการสำคัญที่มุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบจากความเข้าใจเชิงลึกในแต่ละช่วงชีวิต และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลที่หลากหลายและแตกต่างของกลุ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล อาทิ
การยกระดับบริการสู่รูปแบบ One Stop Service ที่เชื่อมโยงช่องทางต่าง ๆ ทั้งแอปพลิเคชัน สาขา และศูนย์บริการลูกค้า (Contact Center) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโซลูชันด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนและการเสริมสร้างองค์ความรู้ (Sustainable Finance & Capacity Building)
ตลอดจนการสร้างคุณค่าแบบองค์รวมผ่านบริการที่ปรึกษาวาณิชธนกิจ และโซลูชันการบริหารความเสี่ยงอย่างครบวงจร รวมถึงการผนึกกำลังเครือข่าย MUFG และพันธมิตรระดับโลก ผสานกับนวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อยกระดับศักยภาพการให้บริการและมอบโอกาสทางธุรกิจที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า
