HoonSmart.com>>”ปูนซิเมนต์ไทย” (SCG) มองแนวโน้มปี 69 ดีขึ้น กระแสเงินสดจากการดำเนินงานปกติ มากกว่า 55,000 ล้านบาท ทุกธุรกิจเร่งเพิ่มความเข้มแข็ง ตลาดอาเซียนโต ‘ปิโตรเคมี’มาร์จิ้นดีขึ้น กลุ่มตั้งงบลงทุน 30,000 ล้านบาท เดินหน้าลดหนี้-ต้นทุนเงิน ไม่มีขาดทุนพิเศษก้อนใหญ่จากการปิดธุรกิจ เพราะทำหมดแล้ว ปีก่อนประหยัดค่าใช้จ่าย 4,300 ล้านบาท/ปี ‘ธรรมศักดิ์’ร่วมทีมไทยแลนด์ไปประชุม WEF 2026 มองเห็นโอกาสทางธุรกิจมากมาย
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (SCG) แถลงผลการดำเนินงานว่า แนวโน้มปี 2569 จะดีกว่าปี 2568 ที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปกติที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Adjusted EBITDA) จำนวน 55,012 ล้านบาทโต 6% แม้เศรษฐกิจโลกและไทยท้าทายขึ้น เนื่องจากทุกธุรกิจเร่งเครื่องเพิ่มความเข้มแข็ง ลดต้นทุนทำให้มาร์จิ้นดีขึ้น กำไรของธุรกิจซีเมนต์เพิ่มขึ้นมาก ธุรกิจเคมิคอลส์ก็มีแนวโน้มดีขึ้น จากกำลังการผลิตใหม่ของโลกลดลง และราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มอ่อนตัว คาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐมีความต่อเนื่อง เอื้อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง ความต้องการบรรจุภัณฑ์ยังคงเติบโต 6-7% ต่อปี จากการย้ายฐานการผลิตมาอาเซียนและเศรษฐกิจโตนำโดยเวียดนาม เอื้อต่อการลงทุนและขยายตลาด

ในปี 2569 SCG วางแนวทางหลักเพื่อเร่งคว้าโอกาสเติบโตไว้ 4 ด้าน ได้แก่
1.) เข้มข้น ด้วยการรักษาวินัยทางการเงิน บริหารกระแสเงินสดให้มั่นคง ใช้เงินลงทุนอย่างระมัดระวัง มุ่งลดต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI & Robotics โดยปีที่ผ่านมา มีการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียดลดลง 10,535 ล้านบาท ลดหนี้ลง 14,845 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินลดลงจากเฉลี่ย 3.5% เหลือ 3.3% อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA จากที่เคยสูงถึง 6.3 เท่าลงมาเหลือ 5.5 เท่า พร้อมควบคุมเงินลงทุนปีนี้ตั้งเป้าไว้ 30,000 ล้านบาท จากปีก่อนลงทุน 30,737 ล้านบาท ที่ผ่านมาเคยลงทุนสูงสุด 3-3.5 หมื่นล้านบาท/ปี โดยมีเงินสดคงเหลือสิ้นปีก่อน 52,447 ล้านบาท
ส่วนการหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร ซึ่งทำให้บริษัทรับรู้ผลขาดทุนพิเศษในปีที่ผ่านมา ได้ทำไปทั้งหมดแล้ว ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ 4,300 ล้านบาทในระยะยาว ในปี 2569 จึงไม่มีผลขาดทุนพิเศษ มีเพียงการปรับปรุงหรือย้ายโรงงานเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเท่านั้น
2.) เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถทั่วทั้งองค์กร เดินหน้ากลยุทธ์ “Regional Optimization” ชู “เวียดนาม” เป็นฐานการผลิตสินค้า เช่น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ กระเบื้องเกรซพอร์ซเลน และการลงทุน ซึ่งคิดเป็น 27% ของสินทรัพย์รวมของเอสซีจีในปัจจุบัน เพื่อรองรับการบริโภคในประเทศ และการส่งออกสู่ตลาดโลก จากปัจจัยบวกที่คาดว่าGDP เวียดนามจะโต 7.0% ต้นทุนที่แข่งขันได้ และความได้เปรียบด้านข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับกว่า 60 ประเทศ รวมถึงขยายพอร์ตสินค้าและบริการเติบโตสูง ทั้ง “สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า – Smart Value Products (SVP)” “สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง – High Value Added (HVA) Products” และ “สินค้ากรีน – Green Products”
3.) เสริมแกร่ง รุกธุรกิจเติบโตระยะยาว เช่น โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP หรือ ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ ประเทศเวียดนาม (โครงการ LSPE) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2570
4.) เอาอยู่ พร้อมสู้ทุกความท้าทาย โดยประเมินทั้งโอกาสและความท้าทายรอบด้านอยู่เสมอ เพื่อพร้อมสู้กับทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
” ทุกปีเราจะต้องเข้มแข็งขึ้น ปี 2569 จะต้องดีกว่าปีก่อน ตอนนี้ต้วเบาขึ้น จะต้องเสริมแกร่ง เพิ่มกล้ามเนื้อ เพิ่มซิกแพค การปรับตัวขะต้องใช้ความได้เปรียบในการอยู่กระจายในอาเซียน กลยุทธ์เร่งเครื่องขีดความสามารถของธุรกิจต่าง ๆ ปรับพอร์ตสินค้าและบริการรองรับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ Gen 4 และการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นคงไม่เพียงพอเพราะปัจจุบันราคาสูงขึ้น จะต้องใช้พลังงานที่มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ต้นทุนถูกลง พร้อมหาโอกาสเติบโตใหม่ ๆ มั่นใจว่าเรา “เข้มข้น – เข้มแข็ง – เสริมแกร่ง – เอาอยู่”” นายธรรมศักดิ์ กล่าว
ส่วนการร่วมทีม“ทีมไทยแลนด์” ไปประชุมWorld Economic Forum 2026 นั้นนายธรรมศักดิ์กล่าวว่า ปีนี้มีผู้เข้ามาร่วมประชุมมากกว่าทุกปี เพื่อไปหาโอกาสและหาวิธีเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ในส่วนประเทศไทยได้นำเสนอศักยภาพให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ส่วน SCG ได้นำเสนอสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ทำให้ต่างชาติทึ่งกับทำธุรกิจโลว์คาร์บอน นอกจากนี้ยังมีโอกาสประชุมร่วมกับพันธมิตรหลายราย สามารถตกลงได้ทางธุรกิจ
ทางด้านนายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) กล่าวว่า มารจิ้นของธุรกิจปิโตรเคมีขาลงตลอดปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะไตรมาส 4 เลวร้ายที่สุด ตอนนี้ทุกอย่างค่อยๆ กลับมาดีขึ้น จากที่เคยได้ 300 ดอลลาร์ เพิ่มเป็น 400 ดอลลาร์ เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่เข้ามาน้อย ขณะที่มีการปิดมากขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลจีนประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ดีขึ้น มีการใช้ท่อ PVC เกี่ยวกับงานก่อสร้างถึง 50% รวมถึงการไม่สนับสนุนให้ใช้ถ่านหินในการผลิตปิโตรฯ และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 13%
ทางด้านคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 5 บาท มีการจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 2.5 บาท จะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายหุ้นละ 2.50 บาท ให้แก่ผู้มีรายชื่อมีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 2 เม.ย.2569 (จะขึ้นเครื่องหมาย XD 1 เม.ย.2569) กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 เม.ย.2569 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี
