“คลัง” คงเป้าเศรษฐกิจปี’69 โต 2% นทท.’จีน’แห่มาไทยทะลุ 1 แสนคน

HoonSmart.com>>สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)คงเป้าหมายเศรษฐกิจปี 69 โต 2%  เชื่อท่องเที่ยวต่างชาติฟื้น 7% จำนวน 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 68 ที่ 33 ล้านคน ส่งออกโต 1%  การลงทุนภาคเอกชนโต ส่วนปี 68 หั่นเหลือโตเพียง 2.2% จากเดิมคาด 2.4% จากไตรมาส 3 วูบ  ลุ้นไตรมาส 4 โต 1.8% อานิสงส์มาตรการภาครัฐ ด้านปลัดท่องเที่ยวฯเผยจีนกลับมาไทย ทะลุ 1 แสนคน ในรอบเกือบ 4 เดือน หนุนยอดนักท่องเที่ยวสะสมแตะ 2.6 ล้านคน

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัว และการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  คาดว่าเศรษฐกิจปี 2569 โต 2% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5 -2.5%) ภาคท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก  แม้การส่งออก จะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ 1% ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลง ตามทิศทางปริมาณการค้าโลก และจากฐานที่สูงในปี 2568

อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศ และภาคบริการอย่างชัดเจน คาดว่าในปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูง ที่จำนวน 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.5% และการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัว 3.2% จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้น หลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน

ด้านการบริโภคภาครัฐ ขยายตัว 1.3% ขณะที่การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัว -1.7% เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง อาจทำให้การเริ่มบังคับใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด และอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป ส่วนเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย อยู่ที่ 0.3% ดุลบัญชีเดินสะพัด จะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.0% ของ GDP

“ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569  ขึ้นกับสมมติฐานสำคัญ  เช่น เศรษฐกิจโลก คาดขยายตัวได้ 3.1%, อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยทั้งปีที่ระดับ 32 บาท/ดอลลาร์, ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 57.50 ดอลลาร์/บาร์เรล จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคน และรายจ่ายภาคสาธารณะ อยู่ที่ 4.38 ล้านล้านบาท”นายวินิจกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด  เช่น ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันส่งออก 2. ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง  อาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภค และการลงทุน 3. เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเศรษฐกิจปี 2568 ปรับลดประมาณการเลงเหลือโต 2.2% จากเดิมที่เคยประมาณการไว้เมื่อเดือนต.ค.2568 ที่คาดโต 2.4% เนื่องจาก ไตรมาส 3 ย่างเป็นทางการ ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงโตเพียง 1.2% ต่ำกว่าที่ สศค.คาดไว้ แต่เชื่อว่าไตรมาสที่ 4จะฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสที่ 3  จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ  อาทิ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน”  คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัว 3.3% ประกอบกับภาคการส่งออก ที่ขยายตัวได้ดีเกินคาดถึง 12.7% จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดีย และจีน

ขณะที่การบริโภคภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 0.5% ส่วนการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 6.9% จากผลของการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีปฏิทิน 2568) และการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าขยายตัว 2.9% อัตราเงินเฟ้อทั่วไป  อยู่ที่ -0.1% เนื่องจากราคาพลังงานลดลง จากทั้งค่าไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงตามนโยบายของภาครัฐ และราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะเกินดุล 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.8% ของ GDP

นายวินิจ กล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลัง จะให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้ยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบ เพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต นอกจากนี้ยังตระหนักถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ  จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และการยกระดับนวัตกรรม ให้ตอบโจทย์กับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก

ทางด้านน.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (19-25 ม.ค.2569) ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) อาทิกลุ่มตลาดจีน มาเลเซีย และอินเดีย ได้ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และเป็น 3 ลำดับแรกในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดจีน ที่สัปดาห์นี้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกว่า 1 แสนคน ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 15 สัปดาห์
ส่งผลให้สัปดาห์นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 754,647 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 4,922 คน หรือ 0.66% คิดเป็นเฉลี่ยวันละ 107,806 คน โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 100,920 คน มาเลเซีย 61,897 คน อินเดีย 59,295 คน รัสเซีย 54,552 คน และเกาหลีใต้ 40,591 คน

“นักท่องเที่ยวจีน อินเดีย และมาเลเซีย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 14.21% 11.80% และ 8.89% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย และเกาหลีใต้ ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8.05% และ 1.20% ตามลำดับ”
สถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (26 ม.ค. – 1 ก.พ.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง  ยอดสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-25 ม.ค.2569 รวมทั้งสิ้น 2,625,921 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ประมาณ 129,897 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 301,484 คน มาเลเซีย 235,780 คน รัสเซีย 223,482 คน อินเดีย 189,786 คน และเกาหลีใต้ 136,939 คน

———————————————————————————————————————————————————–