ด่วน!จะซื้อหุ้นกู้’เช็คสุขภาพผู้ออก’ที่นี่ ทริสฯเปิดชื่อผิดนัดหนี้-เลื่อน-เพิ่มเรทติ้งปี’68

HoonSmart.com>>ทริสเรทติ้งยกสถิติปี 68 เผย 6 บริษัทผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ยอดแตะ 2.9% พุ่งพรวดจากปี 67 ระดับ 0.9% หากรวมเลื่อนชำระหนี้อีก 6 บริษัท ยอดเพิ่มขึ้นถึงระดับ 5.8% สูงที่สุดนับจากปี 2543 กระจุกในธุรกิจผลิตไฟฟ้า 42% กลุ่มอสังหาฯ-กลุ่มรับเหมาเท่ากัน 17% บริษัทที่ถูกหั่นเรทติ้งและมีแนวโน้มในเชิง’ลบ’ 31 ราย ทะยานกว่า 2 เท่าเทียบอันดับเครดิตเพิ่มขึ้นเพียง 13 ราย

บริษัททริสเรทติ้งออกบทวิเคราะห์สถิติการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ (Default) และการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิต (Rating Transition) ในประเทศไทยประจำปี 2568 ว่า มีผู้ออกตราสารหนี้ 6 รายที่ผิดนัดชำระหนี้ คิดเป็นอัตราการผิดนัดระดับ 2.9% จาก  0.9% ในปีก่อนหน้า ส่วนที่เลื่อนการชำระหนี้ (Deferral) มี 6 รายเช่นเดียวกัน เมื่อรวมอัตราการผิดนัดและการเลื่อนชำระเพิ่มขึ้นจาก 2.9% ถึงระดับ 5.8% ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543

ทั้งนี้ บริษัทที่มีการผิดนัดชำระหนี้จำนวน 6 ราย ได้แก่ บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป (EP), บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ (PRIME),บริษัทพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค(PF),บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND),บริษัท ทีทีซีแอล(TTCL) และบริษัท สหกลอิควิปเมนท์ (SQ)

ทางด้านบริษัทที่มีการเลื่อนชำระหนี้ได้แก่  บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ,บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง (TPCH),บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น (AQUA), บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (MJD),บริษัท ไทยโพลีคอนส์ (TPOLY) และ บริษัท ชโย กรุ๊ป (CHAYO)

สำหรับจำนวนของผู้ที่ผิดนัดและผู้ที่เลื่อนชำระหนี้รวม 12 ราย สูงกว่าระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียในปี 2540 และเพิ่มขึ้นจาก 8 รายในปี 2567 ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า (42%) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย (17%) และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง (17%) โดยกลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้นั้นมี 2 รายที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับลงทุนได้ (Investment Grade) ที่ระดับ “BBB-” ในปี 2567 ส่วนที่เหลือได้รับอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับลงทุนได้

สาเหตุที่มีอัตราการผิดนัดชำระหนี้สูงในปี 2568  เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยส่งผลให้คุณภาพเครดิตของผู้ออกตราสารหลายรายปรับลดลง ในปี 2568 ทำให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงหรือพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก อาทิ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

แนวโน้มอันดับเครดิต (Outlook) ของผู้ออกตราสารในภาคเอกชนมีสัญญาณอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2568 โดยมีจำนวน 31 ราย (รวมการผิดนัดชำระหนี้ 6 รายและการเลื่อนชำระหนี้ 6 ราย) ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่มีแนวโน้มในเชิง “ลบ” (Negative) มากกว่าผู้ออกที่มีแนวโน้มในเชิง “บวก” (Positive) ที่มีเพียง 3 รายอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ประมาณ 40% ของแนวโน้มในเชิง “ลบ” นี้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอสังหาฯ รองลงมาคือผลิตไฟฟ้าสัดส่วน 20% และธุรกิจรับเหมาฯ 10% ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายด้านเครดิตที่ยังคงมีอยู่ในกลุ่มภาคธุรกิจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม  อัตราส่วนการปรับลดต่อการปรับเพิ่มอันดับเครดิตอยู่ที่ 2.38 เท่า ดีขึ้นจาก 3.64 เท่าในปี 2567 กลุ่มที่ได้รับการปรับเพิ่มเรทติ้งพบว่า 9 รายไม่ใช่สถาบันการเงินและ 4 รายเป็นสถาบันการเงิน สำหรับกลุ่มที่ถูกปรับลดอันดับเครดิตนั้นเป็นสถาบันการเงินเพียง 2 ราย โดยกลุ่มธุรกิจที่ถูกปรับลดอันดับเครดิตมากที่สุด ประกอบด้วยธุรกิจผลิตไฟฟ้า รับเหมาฯ ธุรกิจสันทนาการและการท่องเที่ยว และธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งหากไม่นับรวมผู้ออกตราสารที่ขอยกเลิกอันดับเครดิต สัดส่วนอันดับเครดิตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง (Stability Rate) ใน 1 ปีเพิ่มขึ้นเป็น 78.85% จาก 76.61% ในปีก่อนหน้า

ส่วนแนวโน้มในระยะยาวแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดด้านเครดิตที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยจำนวนผู้ออกที่มีการผิดนัดชำระหนี้สะสมในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 34 รายจาก 28 รายในช่วงปี 2537-2567 ส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้สะสมเฉลี่ยใน 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี (Average Cumulative Default Rates – CDR) ในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 0.99% 2.11% และ 3.11% ตามลำดับ จากเดิม 0.85%, 1.81% และ 2.61% ในช่วงปี 2537-2567 หากรวมผู้ออกตราสารที่มีการเลื่อนชำระหนี้ด้วยจะทำให้จำนวนผู้ออกมีการผิดนัดและเลื่อนชำระหนี้สะสมในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 51 รายจาก 39 รายในช่วงปี 2537-2567 ส่งผลให้อัตราการผิดนัดและการเลื่อนชำระหนี้สะสมเฉลี่ยใน 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี (Average Cumulative Defaults and Deferrals — CDDR) ในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 1.54% 3.15% และ 4.62% ตามลำดับ จากเดิมที่ 1.21% 2.55% และ 3.68% ในช่วงปี 2537-2567

สำหรับปี 2569 ในเดือนแรก ม.ค. มีบริษัทหลายแห่งเสนอขายหุ้นกู้ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ไปแล้ว เช่น บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น  (MQDC)   มีบริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่นเป็นผู้ค้ำประกัน  บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์(NER) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ส่วนบริษัท ปริญสิริ  (PRIN) และเปิดให้จองซื้อ 27-29 ม.ค.นี้ สำหรับที่จะเปิดขายในเดือนก.พ. เช่น บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA)  บริษัท แอสเซทไวส์  (ASW)