KTB เก่งปี68 แชมป์กำไร 52,221 ล้านบ.-บล.กรุงศรีหั่นเป้ากำไร-ราคาเป้าหมาย BBL

HoonSmart.com>>ธนาคารกรุงไทย (KTB) เป็นแชมป์ทำกำไรสุทธิสูงที่สุดในรอบปี 2568 รวม 52,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% จากปีก่อน เฉพาะไตรมาสที่ 4 มีกำไรสุทธิ 11,850 ล้านบาท ลดลง 24.3%จากไตรมาสที่ 3(QoQ) และลดลง 0.9%จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ดีเกินคาด สวนทางธนาคารกรุงเทพ (BBL) กำไรเพียง 7,759 ล้านบาทไตรมาส 4 หุ้นถูกถล่มร่วง 5.87% บล.กรุงศรีฯลดคาดการณ์กำไรปี 2569-2570 ลง 4-8% หั่นราคาเหลือ 155 บาทจากเดิมให้ 180 บาท ลดเงินปันผลครึ่งหลังปี 2568 แค่ 6.50 บาท  บล.ฟินันเซียฯมองแบงก์กำไรปี 68 โตจากการลดสำรอง คุณภาพสินทรัพย์ดี บริหารจัดการได้ 

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB)  เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธนาคารมีการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพตามยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยมีกำไรรวม 52,221 ล้านบาท รักษา ROE ที่ระดับ  10.67% พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากครึ่งปีแรก  สะท้อนประสิทธิภาพ และผลิตภาพการดำเนินงานในทุกมิติ รวมถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจและศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น

กำไรที่เกิดขึ้นมาจากการบริหารพอร์ตสินเชื่อและ Business Mix อย่างรอบคอบ รักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน ส่งผลให้สินเชื่อรวมยังคงขยายตัว 0.5% จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อภาครัฐ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและการชำระคืนของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของธุรกิจ Wealth ช่วยผลักดันรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น  3%รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนและกำไรจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงตามภาวะดอกเบี้ยและการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกเพื่อช่วยเหลือลูกค้า โดยยึดหลักแก้หนี้อย่างยั่งยืน

ธนาคารสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 40.3% จาก 42.6% พร้อมเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในระยะยาว ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่ง โดย NPL Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 2.90% จาก 2.99% ณ สิ้นปี 2567 และมี Credit Cost อยู่ที่ระดับที่เหมาะสมที่  1.14% สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์และยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่  203.6%เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจโลก ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และการค้าโลก

“ธนาคารดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ มุ่งเน้นการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และการดูแลช่วยเหลือลูกค้าประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนการปรับตัวยกระดับศักยภาพธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระเบียบการค้าโลกใหม่ รวมทั้งการร่วมมือสนับสนุนกับภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันการปรับแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับความสามารถในการเพิ่มรายได้”

ทางด้านนางสาว จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบประกาศกำไรสุทธิ ปี 2568 ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีการตั้งสำรองหนี้ลดลง สำหรับไตรมาสที่ 4 ส่วนใหญ่กำไรลดลง ซึ่งไม่ได้ผิดไปจากที่คาดการณ์ เพราะเป็นฤดูกาลที่มีกำไรน้อยที่สุดในรอบปี มีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่ธนาคารบริหารจัดการได้ดี ไม่มีนัยสำคัญ และสำรองก็ตั้งมามากแล้วที่ผ่านมา

ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายการเงวิน (กนง.) มีการปรับลดถึง 4 ครั้ง รวมเท่ากับ 1.00% ย่อมส่งผลกระทบต่อกำไร และยังมีการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบาง รวมถึงภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยในการขยายธุรกิจ มีการปล่อยสินเชื่อลดลง ขณะเดียวกันรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยก็สูงขึ้น จากค่าธรรมเนียม เช่น ขายประกัน บริหารธุรกิจมั่นคั่ง

“หุ้นธนาคารกรุงเทพที่ถูกขายหุ้นออกมามากวันนี้ ราคาหุ้นปิดที่ 160.50 บาท ร่วงลง 10 บาท หรือ -5.87% เพราะกำไรไตรมาสที่ 4 ทำได้เพียงกว่า  7,759 ล้านบาท ลดลงถึง 43.7% จากไตรมาสที่ 3  และ-25.4%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน   ถือว่ากำไรต่ำกว่าตลาดคาด 7% มาจาก 2 ประเด็นคือ รายจ่ายมากกว่าที่คาดการณ์ ธนาคารกรุงเทพแจ้งว่า เป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพ นอกจากนี้
รายได้ค่าธรรมเนียมก็ลดลงต่ำกว่าคาด ทำให้กำไรไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท  แต่ไม่ได้ห่วงเรื่องคุณภาพของสินทรัพย์”

ด้านบล.กรุงศรีอยุธยามองว่ากำไรของ BBL ต่ำกว่าที่บริษัทและตลาดคาดการณ์มาก เพราะรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากเงินลงทุน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) จากค่าใช้จ่ายค้างจ่ายของ IT  จึงปรับลดกำไรสุทธิ ปี 2569-2570 ลงปีละ 4-8% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ราคาเป้าหมายปีนี้ลดลงเหลือ 155 บาทจากเดิม 180 บาท และปรับคำแนะนำจากซื้อ เป็นถือ เพราะมองว่า
เงินปันผลครึ่งหลังปี 2568 มีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาด เหลือ 6.50 บาท/หุ้น (yield 4%) ก่อนหน้าคาดไว้ 7.50 บาท/หุ้น ทำให้ปันผลปี 2568-2569 คาดที่ 8.50  บาท (yield 5%) ลดลงจากก่อนหน้านี้คาดที่  9.50 บ./หุ้น และโอกาสการเพิ่มเงินปันผลในปี 2569 น้อย คาดจะเป็นธนาคารที่จ่ายเงินปันผลต่ำที่สุดในกลุ่ม