HoonSmart.com>>ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เปิดผลงานปี 68 กำไรสุทธิ 46,006.51 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 24.10 บาท เพิ่มขึ้น 1.76% รายได้รวมเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการสินทรัพย์-กระจายแหล่งที่มาของรายได้ ให้ความสำคัญบริหารค่าใช้จ่าย สินเชื่อลดลง 3.2% ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ 2.75% ตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 36,147 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 4 กำไรเพียง 7,759.38 ล้านบาท ลดลง 25.42% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ช่วยลูกหนี้ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจเปราะบาง
ธนาคารกรุงเทพรายงานผลงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 46,006.51 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 24.10 บาท เพิ่มขึ้น 795.36 ล้านบาท หรือ 1.76% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 45,211.15 ล้านบาท เฉพาะไตรมาสที่ 4/2568 กำไรสุทธิ 7,759.38 ล้านบาท ลดลง 2,644.94 ล้านบาท หรือ -25.42% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลงจากไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ที่ทำได้จำนวน 13,789.48 ล้านบาท
ในปี 2568 ธนาคารยังมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.8% จากปีก่อน ภายใต้ความไม่แน่นอนหลายด้าน ธนาคารมีรายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้วยการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงและมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.75% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและการชะลอตัวของเงินให้สินเชื่อ
ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิ จากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเล็กน้อยจากบริการธุรกรรมผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม
ทั้งนี้ ธนาคารยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 48.4% สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย นอกจากนี้ จากการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ธนาคารมีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 /2568 ลดลงจากไตรมาสก่อน และปี 2568 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมีจำนวน 36,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนตั้งสำรองหนี้จำนวน 34,838 ล้านบาท
ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพ ฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ณ สิ้นเดือนธ.ค. 2568 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,608,286 ล้านบาท ลดลง 3.2% จากสิ้นปีก่อน โดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ยังคงเติบโต สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวม อยู่ที่ 3.0% ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 324.1% เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวัง และรอบคอบอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนธ.ค. 2568 จำนวน 3,196,284 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 81.6% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ 21.8% 17.2% และ 17.2% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ภาคการส่งออกแม้ได้รับแรงหนุนในช่วงครึ่งปีแรกจากการเร่งคำสั่งซื้อ ก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา แต่ก็ชะลอลงในช่วงครึ่งหลังตามการอ่อนแรงของอุปสงค์โลก ภาคการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาด โดยเฉพาะจากการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวจีน ส่งผลให้ภาคบริการไม่สามารถกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ
ขณะเดียวกัน อุปสงค์ภายในประเทศยังอยู่ในภาวะอ่อนแรง สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบต่อเนื่องและระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความไม่แน่นอนจากต่างประเทศที่กดดันการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ยังมีข้อจำกัดจากกรอบงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะ โดยรวมแล้วเศรษฐกิจในปี 2568 ยังคงมีความเปราะบางและเผชิญความเสี่ยงต่อแนวโน้มการฟื้นตัวในระยะถัดไป
ท่ามกลางพลวัตของโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลต่อการค้าโลก การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ตลอดจนความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ธนาคารกรุงเทพมุ่งมั่นให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม พร้อมยืนเคียงข้างในฐานะเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง รวมถึงสนับสนุนโอกาสในการขยายกิจการไปต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมนโยบายของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้เพื่อให้สามารถฟื้นตัวได้ในระยะยาว และ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่สนับสนุนให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เพิ่มเติมเพื่อยกระดับการขยายตัวเศรษฐกิจในอนาคต ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน
