HoonSmart.com>> ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้ง 3 ดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 292 จุด แรงหนุนหุ้นเทคโนโลย-ธนาคาร ขานรับผลประกอบการที่ดีจากธนาคารขนาดใหญ่ “Goldman Sachs-Morgan Stanley” รวมถึงซัพพลายเออร์รายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของ AI ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” ร่วงกว่า 4% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 15 มกราคม 2569 รวมทั้งดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ปิดในแดนบวก แต่อ่อนตัวจากระดับสูงสุดของวัน จากการปรับขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นธนาคาร เนื่องจากนักลงทุนขานรับผลประกอบการที่ดีจากธนาคารขนาดใหญ่สองแห่ง และซัพพลายเออร์รายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,442.44 จุด เพิ่มขึ้น 292.81 จุด, +0.60%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,944.47 จุด เพิ่มขึ้น 17.87 จุด, +0.26%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,530.02 จุด เพิ่มขึ้น 58.27 จุด, +0.25%
หุ้นกลุ่มชิปเช่น Applied Materials, AMD และ ASML ปรับตัวสูงขึ้นนำตลาดหลังจากบริษัท Taiwan Semiconductor รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง และคาดว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านทุนในปี 2026 เป็นระหว่าง 52 พันล้านดอลลาร์ถึง 56 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่บ่งชี้ถึงความมั่นใจในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาหุ้นที่จดทะเบียนในสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 4% ขณะที่หุ้นNvidia และหุ้น AMD ก็ฟื้นตัว
ปัจจัยที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นอีกข้อหนึ่งคือ ทำเนียบขาวจะยกเว้นภาษีนำเข้า 25% สำหรับชิปนำเข้าที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในสหรัฐฯ
ทั้ง Goldman Sachs และ Morgan Stanley รายงานผลประกอบการที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย Goldman Sachs รายงานรายได้ประจำปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 4% หุ้น Morgan Stanleyพุ่งขึ้นเกือบ 6% หลังจากหน่วยธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของบริษัทมีส่วนช่วยให้ผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรในไตรมาสที่สี่ดีเกินคาด โดยทั้งสองหุ้นทำราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์
ขณะที่การซื้อขายกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงท้ายของสัปดาห์ ตลาดกำลังประเมินความเคลื่อนไหวทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความตึงเครียดจากอิหร่านและกรีนแลนด์ และความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ท่ามกลางการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างรัฐบาลของทรัมป์และนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ สมาชิกของธนาคารกลางสหรัฐได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในสัปดาห์นี้เพื่อสนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบัน เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ CME FedWatch คาดการณ์ว่ามีโอกาส 95% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ โดยนักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในปีนี้ในเดือนมิถุนายน
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่รายงานเมื่อคืนนี้ คือ ข้อมูลการขอรับสวัสดิการว่างงานสำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 มกราคม อยู่ที่ 198,000 ราย ซึ่งต่ำกว่า 215,000 รายที่นักเศรษฐศาสตร์จาก Dow Jones คาดการณ์ไว้
ตลาดหุ้นยุโรปทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันพฤหัสบดี โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการเงิน เนื่องจากนักลงทุนประเมินผลประกอบการที่ดีหลายรายการและสัญญาณความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเยอรมนี
ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคช่วยเสริมบรรยากาศเชิงบวก โดยข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของเยอรมนีเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบสามปี ด้วยแรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐและผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น
ดัชนี STOXX ปรับตัวขึ้น 7 ใน 10 วันทำการล่าสุดของปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการป้องกันประเทศและสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงคุกรุ่น และยังทำผลงานได้ดีกว่าดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ในปีนี้ด้วย
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 614.57 จุด เพิ่มขึ้น 3.01 จุด, +0.49%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,238.94 จุด เพิ่มขึ้น 54.59 จุด, +0.54%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,313.12 -จุด ลดลง 17.84 จุด, -0.21%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,352.39 จุด เพิ่มขึ้น 66.15 จุด, +0.26%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 2.3% และทรงตัวอยู่ที่ระดับเดียวกับที่เคยเห็นในปี 2000 ขณะที่หุ้นกลุ่มบริการทางการเงินพุ่งขึ้น 2.2%
หุ้น ASML ผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปรายใหญ่ที่สุด พุ่งขึ้น 11.2% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และทะลุมูลค่าตลาด 500 พันล้านดอลลาร์ หลังจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งจาก TSMC ผู้ผลิต
ชิป AI ขั้นสูงรายใหญ่ของโลก ช่วยหนุนความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
นอกจากนี้ ผลประกอบการเบื้องต้นไตรมาส 4 ของ VAT Group ยังดีเกินคาด ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์พุ่งขึ้น 14% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
2024 ซึ่งยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นในผลประกอบการ
ภาคการเงินได้รับแรงหนุนจากการรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากบริษัทจัดการเงินทุนสัญชาติอังกฤษอย่าง Schroders และบริษัทไพรเวทอิควิตี้สัญชาติสวิสอย่าง Partners Group
หุ้น Schroders พุ่งขึ้น 9.8% หลังจากระบุว่าค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้กำไรประจำปีสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่หุ้น Partners Group เพิ่มขึ้น 7.6% หลังจากเปิดเผยว่าได้รับสินทรัพย์ใหม่ 30 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา
แต่หุ้นกลุ่มสินค้าหรูกลับลดลงจากที่ปรับขึ้นในช่วงต้นและร่วงลง 1.3% โดยหุ้นRichemont ลดลง 2.4% แม้ว่าเจ้าของแบรนด์คาร์เทียร์จะรายงานยอดขายในไตรมาสที่สามเพิ่มขึ้น 11% เมื่อคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงการขายทำกำไรในวงกว้างของกลุ่มนี้
หุ้น Maersk ร่วงลง 5.3% หลังจากที่บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ของเดนมาร์กประกาศว่าจะกลับมาดำเนินการขนส่งสินค้าผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซสำหรับบริการ MECL ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่าจะช่วยบรรเทาความต้องการขนส่งสินค้าทางเรือคอนเทนเนอร์ได้
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 2.83 ดอลลาร์ หรือ 4.56% ปิดที่ 59.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมีนาคม ลดลง 2.76 ดอลลาร์ หรือ 4.15% ปิดที่ 63.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

