HoonSmart.com>> ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 270 จุด แรงหนุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หลังทรัมป์เตรียมเพิ่มงบกลาโหม ด้านดัชนี Nasdaq ลดลง นักลงทุนสลับกลุ่มเล่นด้วยการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี “ราคาน้ำมันดิบ” พุ่งกว่า 3% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 8 มกราคม 2569 และดัชนี S&P 500 ปิดบวกจากการปรับขึ้นของหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เตรียมเพิ่มงบกลาโหม ขณะที่ดัชนี Nasdaq ลดลง เนื่องจากนักลงทุนสลับกลุ่มเล่นด้วยการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,266.11 จุด เพิ่มขึ้น 270.03 จุด, +0.55%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,921.46 จุด เพิ่มขึ้น 0.53 จุด, +0.01%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,480.02 จุด ลดลง 104.26 จุด, -0.44%
หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศพุ่งขึ้นหลังจากทรัมป์กล่าวว่าเขาต้องการเพิ่มงบประมาณด้านการทหารขึ้น 50% เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจาก 901 พันล้านดอลลาร์ที่รัฐสภาอนุมัติสำหรับปี 2026 ส่งผลให้หุ้น Northrop Grumman และ Lockheed Martin พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 8% ก่อนที่จะอ่อนตัวลงมาปิดที่บวกกว่า 2% และกว่า 4% ตามลำดับ หุ้น Kratos Defense พุ่ง 14%
หุ้นกลุ่มนี้ร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันพุธ ซึ่งเป็นผลมาจากคำขู่ของทรัมป์เช่นกัน ที่ว่าจะระงับการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผลของบริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของสหรัฐฯ หากไม่ลงทุนในการเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธ
Nvidia ผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหนึ่งในหุ้นที่นักลงทุนเทขาย ส่งผลให้ราคาหุ้นปิดตลาดลดลงกว่า 2% ด้าน Oracle ก็ลดลงเกือบ 2% เช่นกัน หุ้น Apple ผู้ผลิต iPhone ก็ปรับตัวลงเป็นวันที่เจ็ดติดต่อกันแล้ว
หุ้นกลุ่มยานยนต์หลายตัวปรับตัวสูงขึ้นหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ กล่าวว่ากระทรวงกำลังดำเนินการตามนโยบาย ไม่มีภาษีสำหรับดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์อเมริกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอนุญาตให้หักลดหย่อนภาษีสำหรับดอกเบี้ยที่จ่ายไปสำหรับสินเชื่อรถยนต์ได้
เบสเซนต์ระบุในโพสต์บน X ว่า ดอกเบี้ยที่จ่ายไปสำหรับรถยนต์ใหม่ที่ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งซื้อระหว่างปี 2025 ถึง 2028 สามารถหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 10,000 ดอลลาร์ต่อปี
หุ้น Ford และ General Motors เพิ่มขึ้น 5% และ 3% ตามลำดับ โดยทั้งสองทำราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ ส่วน Honda , Stellantis และ Toyota บวกเล็กน้อย
โดยรวมแล้ว ตลาดกำลังเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังท่ามกลางข้อมูลด้านตลาดแรงงานที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง รายงานล่าสุดจากบริษัท Challenger, Gray & Christmas แสดงให้เห็นว่าตลาดงานมีสัญญาณเชิงบวกที่จะปิดฉากปีที่ค่อนข้างมืดมน โดยการประกาศเลิกจ้างตามแผนในเดือนธันวาคมมีจำนวน 35,553 ตำแหน่ง ลดลง 50% จากเดือนพฤศจิกายน และลดลง 8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024
ด้านกระทรวงแรงงาน รายงานตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ในสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่มขึ้น 8,000 ราย มาที่ 208,000 ราย ต่ำกว่า 213,000 รายที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
นักลงทุนกำลังรอรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนธันวาคมที่จะประกาศในเช้าวันศุกร์นี้
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ด้านน้ำมันของสหรัฐฯ ที่มีต่อเวเนซุเอลาและกรีนแลนด์ ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ New York Timesว่าสหรัฐฯ สามารถกำกับดูแลเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากน้ำมันได้เป็นเวลาหลายปี สะท้อนมุมมองของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ที่ว่าอเมริกาจะเป็นผู้กุมอำนาจ ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
อีกประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนจับตาคือ การตัดสินใจของศาลฎีกาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของภาษีนำเข้าที่บังคับใช้ในสมัยทรัมป์ โดยวันศุกร์เป็นวันกำหนดการพิจารณาคำตัดสิน ซึ่งจะเป็นโอกาสแรกในการโต้แย้งทางกฎหมายต่อภาษีดังกล่าว
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ จากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและผลประกอบการที่น่าผิดหวังจากบริษัทค้าปลีกรายใหญ่หลายแห่ง ขณะที่นักลงทุนเตรียมรับฤดูกาลประกาศผลประกอบการครั้งแรกของปี 2026 โดยประเมินสัญญานว่ากลุ่มค้าปลีกจะสามารถรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนระหว่างภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงและพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่
แม้ว่าข่าวเกี่ยวกับเวเนซุเอลาจะยังคงทยอยเข้ามาในตลาด แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรมากนัก อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวที่ต่อเนื่องได้เพิ่มความไม่สบายใจ ทำให้บางส่วนลังเลระหว่างการซื้อเมื่อราคาตกและการลดความเสี่ยง
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 603.83 จุด ลดลง 1.16 จุด, -0.19%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,044.69 จุด ลดลง 3.52 จุด, -0.04%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,243.47 จุด เพิ่มขึ้น 9.55 จุด, +0.12%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,127.46 จุด เพิ่มขึ้น 5.20 จุด, +0.02%
การปรับตัวลงนี้ทำให้การปรับตัวขึ้นในช่วงต้นปี 2026 ของดัชนี STOXX 600 ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปีนี้ ชะลอตัวลง ตอกย้ำว่าฤดูกาลประกาศผลประกอบการอาจเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ต่อไปสำหรับความต้องการเสี่ยงของนักลงทุน
ดัชนี STOXX 600 ลดลงติดต่อกันเป็นวันที่สอง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นตัวฉุดดัชนีมากที่สุด โดยลดลง 2.2%
หุ้นกลุ่มค้าปลีกลดลง 0.6% จากที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันสี่วัน ขณะที่หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ลดลง 1.6% เนื่องจากราคาทองคำและทองแดงลดลง
ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศและการป้องกันประเทศ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ
หุ้น Puma บริษัทผลิตชุดกีฬาพุ่งขึ้น 8.5% หลังจากมีรายงานว่า Anta Sports Products ของจีนเสนอซื้อหุ้น 29% จากตระกูล Pinault ของฝรั่งเศส
ขณะเดียวกันผลประกอบการที่น่าผิดหวังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น หุ้น Associated British Foods ร่วงลง 14% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน หลังจากที่เจ้าของแบรนด์ Primark ส่งสัญญาณว่ากำไรทั้งปีจะลดลง
หุ้นกลุ่มค้าปลีกของสหราชอาณาจักรร่วงลง เนื่องจากข้อมูลยอดขายล่าสุดเผยให้เห็นถึงผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง ผู้ซื้อซื้อสินค้าจำเป็น แต่ทบทวนอีกครั้งก่อนที่จะใช้จ่ายเงินจำนวนมาก
กับเสื้อผ้าและของขวัญในช่วงคริสต์มาส
บรรยากาศที่ซบเซาได้ส่งผลไปยัง Greggs ซึ่งระบุว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับต่ำ ราคาหุ้นลดลง 6.5% ขณะที่ Tesco ก็ร่วงลง 6.7% หลังจากรายงานยอดขายไตรมาสที่สาม
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 1.77 ดอลลาร์ หรือ 3.16% ปิดที่ 57.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 2.03 ดอลลาร์ หรือ 3.39% ปิดที่ 61.99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

