ดาวโจนส์ปิดร่วง 466 จุด หุ้นกลุ่มการเงินร่วง

HoonSmart.com>>ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 466 จุด S&P 500 ร่วง แรงขายหุ้น JPMorgan, Blackstone และกลุ่มการเงินอื่น ด้านหุ้นเทคปรับตัวขึ้นหนุนดัชนี Nasdaq บวก “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับตัวลงต่อ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบเล็กน้อย

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 7มกราคม 2569 และดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงหลังจากทำสถิติสูงสุดระหว่างวันในช่วงต้นของการซื้อขาย จากการลดลงของหุ้น JPMorgan, Blackstone และหุ้นกลุ่มการเงินอื่นๆ ขณะที่ Nvidia และ Alphabet หนุนดัชนี Nasdaq ขึ้น เนื่องจากนักลงทุนหันไปลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น

ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 48,996.08 จุด ลดลง 466 จุด หรือ -0.94%
ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,920.93 จุด ลดลง 23.89 จุด, -0.34%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,584.28 จุด เพิ่มขึ้น 37.11 จุด, +0.16%

กลุ่มการเงินและพลังงาน ซึ่งเป็นสองกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นปี 2026 ได้อย่างแข็งแกร่งต่างก็ร่วงลงเมื่อวานนี้ โดยทั้งสองกลุ่มลดลงมากกว่า 1%

หุ้น Blackstone และ Apollo Global Management ต่างลดลงกว่า 5% ส่งผลให้ดัชนี S&P500 กลุ่มการเงินอ่อนตัวลง 1.4%

หุ้น JPMorgan Chase ลดลง 2.3% หลังจาก Wolfe Research ปรับลดคำแนะนำการลงทุนเป็น “peer perform” จาก “outperform”
ในกลุ่มพลังงาน Exxon Mobil , Chevron และ ConocoPhillips ปรับตัวลงจาก ราคาน้ำมันดิบที่ยังลดลงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าทางการชั่วคราวของเวเนซุเอลาจะส่งมอบน้ำมันมากถึง 50 ล้านบาร์เรลมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ให้กับสหรัฐฯ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

ต่อมา คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีแผนที่จะควบคุมการขายน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างไม่มีกำหนด ส่งผล หุ้นของบริษัทกลั่นน้ำมัน Valero Energy และ Marathon Petroleumเพิ่มขึ้น 3% และมากกว่า 1% ตามลำดับ

ทรัมป์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นร่วงลงในวันพุธ ประธานาธิบดีกล่าวว่าจะไม่อนุญาตให้ บริษัทด้านการป้องกันประเทศจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืนจนกว่าบริษัทเหล่านั้นจะแก้ไขปัญหาในการผลิตอุปกรณ์ทางทหาร ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ทรัมป์ไม่ได้เอ่ยถึงชื่อบริษัทใดโดยเฉพาะ แต่คำพูดดังกล่าวส่งผลให้หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศปรับตัวลง

หุ้น Northrop Grumman ร่วงลง 5.5% และ Lockheed Martin ลดลง 4.8%

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวว่าสหรัฐฯ จะห้ามไม่ให้นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ นักลงทุนในวอลล์สตรีทซื้อบ้านเดี่ยว โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ราคาบ้านปรับตัวลดลงซึ่งเป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อหุ้นของบริษัทไพรเวทอิควิตี้ เช่น แบล็กสโตน และอพอลโล โกลบอล แมเนจเมนท์

หุ้นของบริษัทจัดซื้ออสังหาริมทรัพย์ร่วงลง โดย American Homes 4 Rent ลดลง 4.3% แต่หุ้น Zillow แพลตฟอร์มขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่า 2%

นักลงทุนหันกลับมาลงทุนในหุ้น AI อีกครั้ง หลังจากที่เคยกังวลว่าหุ้นกลุ่มนี้มีมูลค่าสูงเกินไป ส่งผลให้หุ้น Nvidia และ Microsoft เพิ่มขึ้นประมาณ 1% ขณะที่ Alphabet ปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% ปัจจัยหนุนหุ้น AI คือ การระดมทุนของ Anthropic ซึ่งเป็นผู้ผลิตแชทบอท Claude ยังแสดงให้เห็นถึงความต้องการของนักลงทุนที่มีต่อบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 350 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในภาพรวม ความสนใจได้หันไปที่ข้อมูลเศรษฐกิจจำนวนมากที่จะประกาศออกมา โดยตลาดต่างจับตาข้อมูลล่าสุดเพื่อประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลังจากที่ข้อมูลเริ่มกลับสู่ภาวะปกติหลังจากการหยุดชะงักไปบ้างในช่วงที่ผ่านมา

ข้อมูลด้านแรงงานได้รับความสนใจเป็นพิเศษในวันพุธ รายงานการจ้างงานภาคเอกชนประจำเดือนธันวาคมของ ADP แสดงให้เห็นว่ามีการเพิ่มงาน 41,000 ตำแหน่งในเดือนธันวาคม ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย นอกจากนี้ รายงาน JOLTS ยังแสดงให้เห็นว่าจำนวนตำแหน่งงานว่างลดลงในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่อัตราการจ้างงานชะลอตัวลงจนอยู่ในระดับที่ อ่อนแอ

สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ว่า การเปิดรับสมัครงาน ลดลง 303,000 ตำแหน่ง มาที่ 7.146 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 และต่ำกว่า 7.60 ล้านตำแหน่งที่นักวิเคราะห์คาด

สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) รายงาน ดัชนีภาคบริการเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นมาที่ 54.4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปี 2025 และสูงกว่า 52.2 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ตลาดยุโรปปิดลดลงเล็กน้อยในวันพุธ ถอยจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายตัวพิจารณาสถานการณ์ล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา และวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจชุดใหม่

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 604.99 จุด ลดลง 0.29 จุด, -0.05%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,048.21 จุด ลดลง 74.52 จุด, -0.74%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,233.92 จุด ลดลง 3.51 จุด, -0.04%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,122.26 จุด เพิ่มขึ้น 230.06 จุด, +0.92%

แม้ตลาดส่วนใหญ่จะมองข้ามความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ แต่นักลงทุนก็ระมัดระวังมากขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงนำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลามูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเพิ่มอุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง

ในลอนดอน หุ้นยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานอย่าง Shellและ BP ร่วงลงกว่า 3% ส่งผลให้ดัชนีพลังงานของยุโรปโดยรวมลดลง 2.2%

นักลงทุนยังได้วิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนลดลงเหลือ 2% ในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปิดท้ายปีที่ค่อนข้างทรงตัวสำหรับราคาสินค้าทั่วทั้งกลุ่มประเทศ แม้ว่านักลงทุนจะยังคงถกเถียงกันถึงผลกระทบที่ล่าช้าของภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเยอรมนี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นใหม่ก็ตาม

ตัวเลขเงินเฟ้อที่ลดลงช่วยหนุนหุ้นในกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย หุ้นอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ช่วยหนุนดัชนีหลักมากที่สุด

หุ้นกลุ่มธนาคารฉุดดัชนีมากที่สุด โดยลดลง 1.7%

อัตราการว่างงานในเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซน เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนธันวาคม แต่ ยอดขายปลีกในเดือนพฤศจิกายนลดลงเกินคาด
ในฝรั่งเศส ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคม

หุ้น ASML ผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตชิป ลดลงเกือบ 1% หลังปรับขึ้นติดต่อกัน 6 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ยาวที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน

หุ้น Nestle ร่วงลง 2.1% หลังจากบริษัทโบรกเกอร์ Jefferies และ Bernstein ปรับลดเป้าหมายราคาหุ้นลง บริษัทกล่าวเมื่อวันอังคารว่ากำลังเรียกคืนผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับเด็กทารกบางล็อต เนื่องจากอาจปนเปื้อนสารพิษที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 1.14 ดอลลาร์ หรือ 2% ปิดที่ 55.99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมีนาคม ลดลง 74 เซนต์ หรือ 1.22% ปิดที่ 59.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–