HoonSmart.com>>ในปี 2568 ต้นเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยเดินถอยหลังติดต่อปีที่ 3 ดัชนี SET ปิดที่ 1,259.67 จุด ร่วงลง 10.04% รวมทรุดถึง 24.51% ในปี 66-68 เพราะขาดความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์’ทุจริต’ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ‘ปล้นเงินนักลงทุนแทบจะหมดตัว’ แล้วปล่อยให้’คนชั่ว’เผ่นหนี ตัวล่าสุด เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย (JKN) ได้แต่หวังว่าก.ล.ต.เร่ง’บังคับใช้กฎหมาย’ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และจะเพิ่มมากขึ้นในปี 2569 จะสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทยกลับขึ้นมาอยู่ในจอเรดาร์ของนักลงทุนไทยและต่างประเทศในระยะยาว
‘เอนก อยู่ยืน’รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์ ‘HoonSmart.com’ ว่า ก.ล.ต.ไม่ได้เร่งปิดคดีในช่วงปลายปี 2568 เท่านั้น การทำงานมีการวางแผนมาตั้งแต่ต้นปี จะมีการเร่งรัดคดี และการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่ ‘พรอนงค์ บุษราตระกูล’ เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ มีการปรับโครงสร้างการทำงาน ให้ “ธวัชชัย พิทยโสภณ” รองเลขาธิการ ดูแลด้านบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ข้อมูลเชื่อมโยงกัน และยังมีการเพิ่มผู้ช่วยเลขาธิการ “พันตำรวจโท สุทธิศักดิ์ จิตพิมลมาศ”อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ จากกรมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาผลักดันอีกทางหนึ่ง รองรับการเป็นพนักงานสอบสวนในอนาคต
ที่สำคัญคือ คณะกรรมการก.ล.ต. (บอร์ด) ได้เพิ่มอัตราทีมตรวจสอบ มีเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลเคสมากขึ้น ทำให้บังคับใช้กฎหมายได้เร็วและมากขึ้น
” เราไม่ได้เพิ่งเร่งปิดคดีในช่วงเดือนธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา มีการบังคับใช้กฎหมายมาตั้งแต่ต้นปี มีการใส่ทรัพยากร เพื่อขับเคลื่อนงาน เพราะเล็งเห็นการบังคับใช้กฎหมาย เป็นสิ่งจำเป็น เมื่อมีการทำความผิดก็จะถูกลงโทษ”
ส่วนแผนงานในปี 2569 ก.ล.ต.ยังคงมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย ‘ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทุกกรณี’ เมื่อมีการทำความผิดก็จะต้องถูกลงโทษ หวังว่าจะทำให้ผู้ที่คิดไม่ดี เกรงกลัว จะมีการยับยั่ง ชั่งใจก่อน จะช่วยลดการทำความผิดน้อยลง และพยายามเคลียร์งานเก่ามากๆ ให้เสร็จโดยเร็ว
ทั้งนี้ ทฤษฎีของการปราบปรามทั่วไป โอกาสที่จะทำความผิด คือ 1.มีมากไหม 2.ง่ายไหม 3.ถ้าทำแล้วจะโดนจับได้ไหม หรือจับได้แล้ว จะถูกลงโทษหนักไหม จึงไม่กล้าทำ แม้จะมีโอกาสมากก็ตาม
ส่วนการทำความผิดในตลาดทุนมีทั้ง 3 อย่าง อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะให้เกิดกรณีทุจริต จะน้อยลงได้ หากให้กรรมการตรวจสอบ ช่วยกำกับผู้บริหาร และมีผู้ตรวจสอบเข้ามาช่วยดู ถ้าทำผิด ก.ล.ต. จับได้ (เร็ว) เชือดจริง เชื่อว่าการกระทำความผิดจะน้อยลง แม้จะต้องใช้เวลาตรวจสอบหลักฐานในระยะหนึ่งก็ตาม
ผลประโยชน์สูง อินไซด์ฯ’TFG’ ทำไมใช้’แพ่ง’?
คดีอินไซด์ฯซื้อหุ้นบริษัทไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) และใบสำคัญแสดงสิทธิ TFG-W1 มีการวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องก.ล.ต.ตัดสินดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งปรับผู้กระทำความผิด 6 ราย รวมเป็นเงินประมาณ 1,125 ล้านบาท โดยเฉพาะ ‘วินัย เตียวสมบูรณ์กิจ’ (ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) โดนปรับ 1,122 ล้านบาท ครั้งประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย สะท้อนถึงประโยชน์ที่ได้รับสูงมาก น่าจะถูกดำเนินคดีทางอาญา หรือเป็นเพราะอินไซด์ฯเกิดขึ้นในปี 2559 คดีนี้ใกล้จะหมดอายุความ 10 ปี หากใช้การลงโทษทางอาญาอาจจะไม่ทันการณ์
‘เอนก’ชี้แจงว่า คดีในตลาดทุนมีอายุความ 10 ปี และ 15 ปี ก.ล.ต.เลือกใช้การลงโทษทางแพ่ง ไม่ใช่เพราะคดีใกล้จะหมดอายุ แต่เป็นเพราะการกระทำความผิด โดยความผิดในตลาดทุน กรณีเลวร้ายที่สุด คือการทุจริต ฉ้อโกง ปล้น ตามกฎหมาย ถ้าทุจริต ฉกโกง จะต้องใช้การลงโทษทางอาญาเท่านั้น
ส่วนกรณีอินไซด์ฯ TFG เกิดจากการกระทำที่ไม่เป็นธรรม มีหลายเรื่อง การใช้ข้อมูลภายใน การปั่นหุ้น ทำให้ตลาดผิดปกติ ดูพฤติการณ์การกระทำความผิด กฎหมายปัจจุบัน มาตรา 317 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ไม่ได้มีเนื้อหาโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับมาตรา 317/1 กำหนดความผิดเกี่ยวกับข้อมูลภายใน (Insider Trading) มาตรา 317/2 กำหนดกระบวนการสำหรับพนักงานสอบสวน เมื่อรับแจ้งความคดี 317/1 ต้องส่งให้ ก.ล.ต. พิจารณามาตรการทางแพ่ง (เช่น การปรับ) และแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบ
“การเลือกลงโทษด้วยกฎหมายอาญาหรือแพ่ง ต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบ เช่น ความร้ายแรงของการกระทำ ผลกระทบต่อตลาดทุน จะต้องดูพฤติกรรม มีหลักฐานที่แน่น ความคุ้มค่ามากกว่า หากเอาผู้ทำความผิดมาลงโทษได้ เราใช้เวลาทำงานเกือบ 10 ปี เพราะต้องดูเรื่องของพยานหลักฐาน ดูความลึกของหลักฐานและการพิสูจน์หลายอย่าง ”
อย่างไรก็ตาม การปรับครั้งนี้ เป็นเงินสูงกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ไม่ใช่คำนวณจากผลประโยชน์ 2 เท่าสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด แต่เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.)
ถ้า’ไม่จ่าย’ค่าปรับจะเจออะไรบ้าง
นอกจาก’วินัย’ จะถูกปรับมากกว่า 1,000 ล้านบาทแล้ว ยังถูกห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร บจ. เป็นเวลา 40 เดือน นับตั้งแต่ 26 ธ.ค. 2568 แต่ขณะนี้ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งใน TFG เนื่องจากอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และมีการจับตาว่า’วินัย’จะยอมจ่ายค่าปรับสูงขนาดนี้หรือไม่
‘เอนก’ กล่าวว่า มาตรการทางแพ่ง ผู้ทำความผิดจะทำตามข้อตกลงของ ค.ม.พ.หรือไม่ ถ้าไม่ยอม ก.ล.ต. มีหน้าที่ในการฟ้องแพ่งได้เลย ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ สอบสวน เวลาฟ้องเองก.ล.ต. สั่งปรับสูงสุด 2 เท่าตามกฎหมาย ถ้าถึงที่สุด ศาลชั้นต้นตัดสินใจ ถ้าไม่อุทธณ์ ชนะทุกคดี กำหนดบทลงโทษ สูงสุดที่กฎหมายได้
หากไม่จ่ายค่าปรับ จะฟ้องเป็นคดีอาญาได้หรือไม่
โดยหลักกฎหมายไม่ได้เชียนชัด ทฤษฎีก็ไม่ได้ห้ามฟ้องอาญา มาตรา 317/7 เกี่ยวข้องกับการระงับคดีอาญาเมื่อผู้กระทำผิดยอมชำระค่าปรับทางแพ่ง โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะทำบันทึกข้อตกลง และเมื่อชำระเงินครบถ้วนแล้ว จะทำให้สิทธิในการฟ้องคดีอาญาสิ้นสุดลง แต่หากไม่ชำระ ให้สิทธิฟ้องคดีอาญา สำนักงานฯ สามารถยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อบังคับตามข้อตกลงได้
‘เอนก’ กล่าวทิ้งท้ายของการบังคับใช้กฎหมายว่า ‘เป้าหมายการลงโทษผู้กระทำความผิด ดีที่สุดคือ ลงโทษได้เร็ว ทำเคสให้แม่นยำขึ้น แต่บางครั้งจะต้องเลือก ต้องพิจารณาว่า ถ้าเร็วแล้ว หลักฐานไม่สมบูรณ์ ฟ้องแล้วแพ้ ได้ไม่คุ้ม ต้องหาหลักฐานแน่น ยอมรับ 10 ปี นานก็นาน เพราะมีหลายปัจจัย เชื่อว่านอกจากจะเร่งคดีเก่าให้จบโดยเร็วแล้ว หวังว่าผลกระทบหรือ impact ของการลงโทษได้เร็วและมากขึ้น จะช่วยลดจำนวนผู้กระทำความผิดลงได้
