เปิดเกมลงทุนปี 69 พุ่งเป้าหุ้น”เลือกตั้ง-ปันผลสูง” ปิโตรฯ-การแพทย์ไม่ต้องรีบ

HoonSmart.com>>ปิดฉากการลงทุนปี 68 ‘โลหะเงิน’ชนะเลิศให้ผลตอบแทนเฉียด 150% หุ้นเกาหลีใต้  76% ทองคำ 65%  ส่วนหุ้นไทย (SET) ร่วง 10.04% ติดลบ 3 ปีติดเปิดเกมปี 69 โบรกเกอร์ชี้เป้าสูงสุด 1,440 จุด เบิกฤกษ์ไตรมาส 1 ชูหุ้นได้ดีเลือกตั้ง-ปันผลสูง-Valuation ต่ำ แนะธนาคาร, อาหาร, ค้าปลีก, ไฟแนนซ์, นิคมฯ และ ICT หุ้นเด่น AMATA, WHA, CPALL, TISCO, ADVANC, SAWAD, TFG, CENTEL, BA, SCB, KKP, BDMS, GLOBAL ส่วนปิโตรเคมี-การแพทย์ ยังไม่ต้องรีบซื้อ

ปี 2568 ปีแห่งการปั่นป่วน ทั้งเรื่องภาษีทรัมป์ ราคาทองคำ-โลหะที่พุ่งแรงและมีความผันผวนสูง รวมถึงการเก็งกำไรคริปโต และนักลงทุนรายใหญ่เฮโลไปลงทุนหุ้นต่างประเทศ  ส่งผลกระทบต่อหุ้นไทยเงียบเหงา ถูก DELTA ชี้นำเป็นหลัก ดัชนี SET ปิดสิ้นปีที่ 1,259.67 จุด ลดลง 140.54 จุด (-10.04%) เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ปิด 1,400.21 จุด  โดยนักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 107,059.60 ล้านบาท สถาบันไทยขายสุทธิ 37,993.25 ล้านบาทและบัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 13,592.88 บาท  สวนทางนักลงทุนไทยซื้อสุทธิ 158,645.72 ล้านบาท

น.ส.ชุติกาญจน์ สันติเมธวิรุฬ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปี 2569 ในช่วงต้นปีจะมีปัจจัยการเลือกตั้งที่น่าจะกระตุ้นให้หุ้นปรับขึ้นได้ ซึ่งไตรมาสแรกมองด่านไว้ที่ 1,285 จุด ส่วนแนวรับ 1,230 จุด สามารถเล่นหุ้นรับเลือกตั้งได้ ทั้งหุ้นในกลุ่มธนาคาร, อาหาร, ค้าปลีก, ไฟแนนซ์, นิคมอุตสาหกรรม และ ICT ซึ่งคาดว่าจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ดีกว่า SET

นอกจากนี้ มีปัจจัยบวกจากแนวโน้มที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกครั้งในไตรมาส 1/2569 ซึ่งน่าจะช่วยหนุนหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ และอสังหาริมทรัพย์

“เป้าหมาย SET ปี 2569 ให้ไว้ที่ 1,440 จุด คิดเป็น P/E 15.5 เท่า กำไรต่อหุ้น (EPS) 93 บาท โดยปี 2568 จนถึงวันที่ 25 ธ.ค.2568 เวลาประมาณ 15.45 น. (YTD) พบว่า หุ้นกลุ่มมีเดีย ปรับตัวลงมากสุดในรอบปี ถึง 54.78% รองลงมาหุ้นกลุ่มบริการเฉพาะกิจ ปรับลง 54.25% อันดับ 3 กลุ่มไฟแนนซ์ ปรับลง 31.6% อันดับ 4 กลุ่มค้าปลีก ปรับลง 31.36% ขณะที่หุ้นที่ปรับขึ้นได้อันดับแรกเป็นหุ้นในกลุ่มธนาคาร ปรับขึ้น 17.43% รองลงมากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปรับขึ้น 5.87%”น.ส.ชุติกาญจน์กล่าว

สำหรับหุ้นที่แนะนำ”ซื้อ”ได้แก่ AMATA, CPALL, TISCO, ADVANC, SAWAD, TFG และหุ้นที่ยังไม่ต้องรีบเข้าไปลงทุนในกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากสเปรดปิโตรฯยังไม่เด่น ภาพดีมานด์ยังไม่กลับมาชัดเจน และกลุ่มการแพทย์ ยังไม่ต้องรีบลงทุน เพราะไม่ใช่ฤดูกาล

นอกจากนี้ให้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภาพเศรษฐกิจของจีน รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นตัวอ้างอิงการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

นายพงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ด้วยการลงทุน และการท่องเที่ยว ในปี 2569 จะมีการเลือกตั้ง ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะต้องมองทั้งสองเรื่องที่จะต้องดึงเงินกลับมา ปกติการเลือกตั้งมักจะเล่นหุ้นในกลุ่มค้าปลีก แนะนำ CPALL กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แนะนำ AMATA, WHA และกลุ่มท่องเที่ยว แนะนำ CENTEL คาดกำไรจะเติบโต 16% จากปี 2568 ที่คาดกำไรชะลอ -6% โดยเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ตอนนี้ Valuation หุ้นส่วนใหญ่จะไม่แพง แม้เงินบาทจะแข็งค่ามาก แต่แบงก์ชาติได้เข้ามาดูแลแล้ว จึงยังไม่เห็นหุ้นไหนที่ควรจะหลีกเลี่ยงลงทุน”นายพงศ์ภัทรกล่าว

สำหรับเป้าหมาย SET ปี 2569 ตั้งไว้ที่ 1,350-1,400 จุด กำไรต่อหุ้น (EPS) 96 บาท เติบโต 7-8% จากปี 2568 ที่คาด EPS 88.9 บาท ทั้งนี้ กลุ่มแบงก์ และ ICT มี Performance ดีในปี 2568 คาดว่าทั้งสองกลุ่มนี้จะ Outperform ในปี 2569

สำหรับกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ผ่านมาปรับตัวลงเพราะกลัวเรื่องภาษีทรัมป์ ตอนนี้ Valuation ถูก อย่างไรก็ดี เรื่องการลงทุน รัฐบาลจะต้องมีการส่งเสริมการลงทุน ดึง FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) เข้ามามาก ๆ พร้อมให้ติดตามนโยบายพรรคการเมือง, การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และนโยบายส่งเสริมตลาดทุน ซึ่งล่าสุดพรรคภูมิใจไทย ประกาศว่าจะพยายามผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต 3% ซึ่งดูแล้วยังไม่เร้าใจ

บล.พาย ให้เป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,385 จุด (PE 14.5 เท่า) แต่หากประเมินที่ PBV คิดเป็นเพียง 1.3 เท่า พร้อมกับ Earnings Yield Gap ระดับ (+2SD) ถือว่าเป้าหมายไม่ได้สูงจนเกินไป ในส่วนของ Downside เชื่อว่าระดับ PE12 เท่า หรือเป็นดัชนีที่ 1,150 จะเป็นแนวรับที่ดี บนสมมติฐานว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้เผชิญกับแรงกดดันอย่างมีนัยยะ โดย EPS ปี 2569 คาดไว้ที่ 95.5 บาท

ธีมการลงทุนปี 2569 เน้นที่หุ้นขนาดใหญ่ เป็นผู้นำอุตสาหกรรม ราคาหุ้นไม่แพง มีผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจ อาทิ ธนาคารพาณิชย์ Top Pick (SCB, KKP) รวมถึงกลุ่มที่มีปัจจัยหนุนจากธุรกิจ Data Center Top Pick (AMATA) กลุ่มท่องเที่ยวจากปัจจัยคาดหวังนักท่องเที่ยวเติบโตมากขึ้น พร้อมกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เชื่อว่าผ่านจุดแย่สุดไปแล้ว Top Pick (BA,CENTEL) กลุ่มค้าปลีกรับมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลใหม่ รวมถึงจะดีขึ้นจากการท่องเที่ยว Top Pick (CPALL,GLOBAL) กลุ่มโรงพยาบาล Top Pick (BDMS) ป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยที่อาจสร้างความผันผวนตลาดทั้งจากเศรษฐกิจ รวมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆที่อาจสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาด